adsend

yengo

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

สองพี่น้องแบ่งของ



มีชาวนาผู้หนึ่งมีบุตรสาวอยู่สองคน วันหนึ่งชาวนาอยากจะทำการทดลองปัญญาของบุตรทั้งสองของคน
ชาวนาจึงได้ส่งแตงโมให้กับบุตรสาวทั้งสองไป 1 ใบ โดยบอกว่าให้ไปแบ่งกันกินแต่จะต้องแบ่งให้เท่าๆกัน
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งเถึยงกันทะเลาะกันเรื่องใครได้มากกว่าน้อยกว่า ถ้าแบ่งได้ไม่เท่ากัน
แล้วเกิดเถียงกันหรืทะเลาะกันขึ้น ก็จะต้องถูกลงโทษทั้งสองคนเป็นแน่
เด็กทั้งสองคน เมื่อได้รับแตงโมมาแล้ว  ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแบ่งกันอย่างไรจึงจะสามารถแบ่งได้เท่าๆกัน
ด้วยกลัวว่าตนนั้นจะต้องถูกทำโทษ ในท้ายที่สุดจึงตกลงกันว่าจะใช้วิธีการดังนี้ โดยที่เด็กทั้งสองคนนั้น เห็นว่า
เป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุด คือ ถ้าหากใครต้องเป็นคนที่ผ่าแตงโม  คนนั้นจะต้องเป็นฝ่าย
เลือกทีหลัง และจะต้องยอมให้ฝ่ายที่ไม่ใช่เป็นคนผ่าเป็นฝ่ายเลือกก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้
คนผ่าลำเอียง โดยผ่าเป็นชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งและชิ้นเล็กชิ้นหนึ่ง แล้วคนที่ผ่ารีบเลือกเอาชิ้นใหญ่ไปเป็นของตนก่อน
เมื่อเด็กทั้งสองได้ผ่าแตงโมและแบ่งกันเสร็จแล้ว จึงรีบวิ่งไปเล่าให้บิดาได้ฟัง เมื่อบิดาได้ฟังดังนั้นก็พอใจในสติปัญญาของบุตรสาวทั้งสองนั้นมาก

พ่อยอมแล้วลูก



นายดีเป็นคนบ้านนอกบ้านนา เขาได้ตัดสินใจส่งลูกชายไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ อยู่มาวันหนึ่งนายดีได้ไปเยี่ยมลูกชาย
ลูกชายก็ได้บอกพ่อว่า “ตอนนี้พ่อมาอยู่กับผมที่กรุงเทพฯ พ่อจะทำอะไรเหมือนตอนอยู่ที่บ้านเราไม่ได้นะพ่อ
เพื่อความแน่ใจ ถ้าพ่อเห็นผมทำอะไร  พ่อก็ทำตามผมก็แล้วกันนะ”
มีอยู่วันหนึ่ง ลูกชายจำต้องไปงานเลี้ยง จึงได้ชวนนายดีพ่อของตนไปงานเลี้ยงด้วย นายดีแกทำอะไรไม่ค่อยจะถูก
ก็เพราะว่าไม่เคยเข้างานสังคม แกจึงกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะกลัวว่าจะทำอะไรให้เป็นที่ขายหน้าให้แก่ลูกชาย
ขณะที่นายดีกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ด้วยกัน  นายดีก็พยายามดูการกระทำของลูกชายแกอยู่ตลอดเวลา ถ้าแกเห็น
ลูกชายของแกทำอะไรแกก็จะทำตาม ในเมนูแรกเขายกอ้อยควั่นมาเสิร์ฟ ลูกชายก็หยิบเอาอ้อยเข้าปาก
นายดีก็ทำตามลูกชาย ต่างคนต่างกิน พอน้ำอ้อยหมดก็เหลือแต่กากอ้อย ทางฝ่ายลูกชายนั้นก็เอาผ้าเช็ดปาก
มาปิดปากแล้วจึงค่อยคายกากอ้อยออกมา ในตอนนั้นนายดีไม่ทันได้สังเกตุ คิดว่าลูกชายแค่จะเช็ดปากเฉยๆ
นายดีจึงไม่ได้คายกากอ้อยออกมา  นายดีจึงเคี้ยวกากอ้อยต่อไปอยู่พักใหญ่ ก็ไม่เห็นลูกชายจะคายกากอ้อยออกมา แกจึงคิดในใจ
“เอ..มันคายกากอ้อยออกมาตอนไหนกันหว่า ที่ใต้โต๊ะก็ไม่มี หรือมันจะกลืนลงท้องไปแล้วหว่า”
คิดได้ดังนั้นแกจึงตัดสินใจว่า “เอา..กลืนก็กลืนวะ” เมื่อกลืนลงไปแล้วกากอ้อยก็ติดอยู่ในคอ
นายดีจึงจำเป็นต้องดื่มน้ำตามเข้าไปมากๆ กว่ากากอ้อยจะหลุดลงคอลงไปได้ แกกินน้ำไปหลายแก้วทีเดียว
อาหารเมนูต่อมาเขาก็นำขนมจีนมาเสิร์ฟ ฝ่ายลูกชายก็ตักขนมจีนมากิน นายดีก็ทำตามเช่นเคย
ระหว่างที่กินกันอยู่นั้น ลูกชายก็บังเกิดความสงสัยขึ้นว่า ตอนที่พ่อกินอ้อยอยู่ พ่อเอากากไปทิ้งไว้ที่ไหน
มองดูรอบบริเวณที่นายดีนั่งอยู่ก็ไม่เห็นว่ามีกากอ้อยตกอยู่เลย ลูกชายจึงถามพ่อขึ้นมาว่า
“พ่อ..ตอนที่พ่อกินอ้อยอยู่หนะ พ่อเอากากอ้อยไปท้งไว้ที่ไหน วางทิ้งไว้เรี่ยราดไม่ได้นะพ่อ”
นายทองดีตอบลูกชายว่า  “พ่อก็กลืนเข้าไปนะซิวะ เพราะพ่อไม่เห็นแกคายกากอ้อยออกมาเลยหนะซิ”
พอลูกชายได้ยินดังนั้นก็ขำขึ้นมาจนกลั้นเอาไว้ไม่อยู่  ก็เลยสำลักขนมจีนที่กินเข้าไป เส้นขนมจีนจึงออกมาทางจมูก นายดีเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า
“พ่อยอมแล้วลูก ที่ลูกทำแบบนี้พ่อทำตามไม่ได้หรอก” นายดีกล่าวขึ้นพร้อมกับทั้งยกมือไหว้ลูกชายของตน

คนแจวเรือกับนักศึกษา



มีนักศึกษาผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง   ได้ทำการว่าจ้างเรือแจวให้พาข้ามฟาก
ในขณะที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆดูมืดครึ้ม   และลมเริ่มพัดจนน้ำเกิด
เป็นระลอกคลื่นเล็กๆ
เรือแจวได้แล่นไปอย่างช้าๆ   จนเมื่อเรือได้เข้าสู่กระแสน้ำอันเชี่ยวกราด   คนแจวเรือจึงต้องใช้ความ
อย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก   ส่วนฝ่ายนักศึกษานั้นกำลังนั่งก้มหน้าหนังสือเล่มใหญ่อยู่   จนในที่สุดนักศึกษาก็ได้เงยหน้าขึ้นมาจากตำราแล้วมองไปยังคนแจวเรือ
“ลุงๆเคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์บ้างไหม?”   นักศึกษาเอ่ยถามขึ้น
“ไม่เคยเลยครับ”   คนแจวเรือจ้างตอบด้วยนำ้เสียงที่แผ่วเบา
“ถ้างั้นลุงก็พลาดโอกาสเสียแล้วหละ   ในหนังสือประวัติศาสตร์นะลุง   เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าอ่าน
มีเรื่องของกษัตริย์และราชินีในสมัยอดีต   รวมถึงเรื่องของสงคราม  การต่อสู้   ทำให้เราสามารถรู้ว่าคนในสมัยโบราณ
ใช้ชีวิตกันแบบไหน  แต่งกายกันอย่างไร   ประวัติศาสตร์จะบอกให้ได้รู้ถึงความเจริญและความเสื่อมลงของชนชาติต่างๆ
ทำไมลุงไม่อ่านประวัติศาสตร์บ้างเล่า?”
“ผมไม่เคยเรียนหนังสือครับ”   คนแจวเรือตอบ
คนแจวเรือก็ยังคงแจวเรือต่อไป ส่วนนักศึกษาก็ก้มหน้าอ่านตำราต่อไป คงมีแต่เสียงใบแจวกระทบพื้นน้ำเท่านั้น
ผ่านไปสักครู่หนึ่ง  นักศึกษาก็เอ่ยถามคนแจวเรือขึ้นอีก   ”ภูมิศาสตร์เล่าลุง เคยอ่านบ้างไหม?”
“ไม่เคยเลยครับ”
“ภูมิศาสตร์   เป็นวิชาที่สอนให้เราได้รู้จักกับโลกและประเทศต่างๆ   และยังรวมถึงกระทั่งภูเขา แม่น้ำ ลม พายุ ฝน  นะลุง
วิชาภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก   ลุงไม่รู้จักวิชานี้เลยรึ?”
“ไม่เคยเลยครับ” คนแจวเรือตอบ
นักศึกษาส่ายหน้า
“ถ้าไม่รู้จักวิชานี้ ชีวิตลุงก็เหมือนไม่มีค่าอะไรเลย”
“วิทยาศาสตร์ละลุง   เคยอ่านบ้างรึเปล่า”
“ไม่เคยอีกแหละคุณ”
“ลุงเนี่ยนะเป็นคนยังไงกันแน่?   วิทยาศาสตร์ที่ช่วยอธิบายถึงเหตุและผลต่างๆ   ลุงรู้มั้ยความก้าวหน้าของคนเราในทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์โดยตรงเลย นะ   นักวิทยาศาสตร์เป็นคนที่สำคัญอย่างมากในโลกนี้เลยก็ว่าได้
แต่นี่อะไรลุงกลับไม่รู้เรื่องพวกนี้เอาเสียเลย   ชีวิตของลุงช่างมีค่าน้อยเสียเหลือเกิน”
นักศึกษาปิดตำราของเขา   และนั่งเงียบไม่พูดอะไรขึ้นอีก ในช่วงเวลานั้นก้อนเมฆสีดำได้แผ่ขยายและปกคลุมเต็มไปทั่วทั้งท้องฟ้า
ลมเริ่มพัดแรงขึ้น  มีฟ้าแลบแปลบปลาบ   เป็นเหตุบอกว่าพายุกำลังจะมา   และเรือก็ยังเหลือระยะทางอีกกว่าครึ่งซึ่งไกลมากกว่าจะถึงฝั่ง
คนแจวเรือแหงนขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น   ”ดูเมฆนั่นซิคุณ พายุคงจะมาถึงเราในไม่ช้า คุณว่ายน้ำเป็นไหมครับ?”
นักศึกษาพูดขึ้นอย่างตื่นตกใจกลัว
“ว่ายน้ำ ผมว่ายไม่เป็นหรอกลุง”
บัดนี้คนแจวเรือเป็นฝ่ายเลิกคิ้วมองนักศึกษาอย่างประหลาดใจบ้างแล้ว   และพูดว่า
“อะไรกัน   นี่คุณว่ายน้ำไม่เป็นหรอกรึ   คุณมีความรอบรู้มากมายออกขนาดนี้   ประวัติศาสตร์เอย
ภูมิศาสตร์เอย   และวิชาวิทยาศาสตร์เอยคุณก็รู้   แต่ทำไมคุณถึงไม่ไปเรียนการ
ว่ายน้ำด้วยเล่า   อีกสักประเดี๋ยวเถอะ   คุณก็จะได้รู้ว่าชีวิตของคุณไม่มีค่าเลย”
ลมพายุพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ   เรือแจวลำน้อยถูกคลื่นและลมโหมซัดพัดกระหน่ำใส่เข้ามา
ในไม่ช้าไม่นานเรือแจวก็ถูกคลื่นและพายุซัดจนเรือพลิกคว่ำคนแจวเรือจ้างสามารถ
ว่ายน้ำขึ้นฝั่งมาได้อย่างปลอดภัย    แต่ทว่านักศึกษาผู้น่าสงสาร
ได้จมหายไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดนั้นเอง

เสือตีนโต



มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมีอาชีพทำไร่ ต่อมาวันหนึ่งทั้งสองก็ต่างไปช่วยกัน
ทำไร่เหมือนเช่นเคย ในวันนั้นทั้งคู่ไม่ได้ห่อข้าวไปกิน คิดว่าจะกลับไปกินข้าวกันที่บ้าน
พอถึงช่วงบ่าย สองสามีภรรยาก็ชวนกันกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านสามีพูดกับภรรยาว่า
“นี่น้อง รีบไปหาข้าวปลาอาหารมากินด้วยกันเถอะ วันนี้พี่หิวมากๆเลย”
ฝ่ายภรรยานั้นเป็นคนที่ขี้เกียจ  ไม่ชอบทำงานอยู่เป็นทุน  จึงพลอยไม่ชอบหุงหาอาหารไปด้วย เมื่อได้ยินสามีพูดขึ้นมา
จึงเดินเข้าไปยังห้องครัว แล้วเปิดหม้อข้าวดู ก็เห็นว่ามีข้าวเหลืออยู่ น่าจะพอแบ่งกันกินได้
จึงบอกกับสามีไปว่า
“ข้าวมีอยู่แล้วพี่ กับข้าวของเมื่อตอนเช้าก็ยังมีอยู่ ถ้าพี่หิวก็มากินได้เลย”
“เอางั้นก็ได้  น้องก็มากินพร้อมกันกับพี่เลยซิ” สามีพูด
ทั้งคู่ต่างก็แบ่งข้าวกันกินคนละจาน ข้าวในหม้อจึงเหลืออีกเพียงเล็กน้อย
ในขณเะนั้นเองได้มีเพื่อนคนหนึ่งมาที่บ้าน “เอ้ากำลังทำอะไรอยู่ละ” เพื่อนเอ่ยถาม
“กำลังจะกินข้าวกลางวัน  มาๆ มานั่งกินข้าวด้วยกัน” สามีได้กล่าวชวนเพื่อน
ที่มาเยี่ยม  ให้มาร่วมทานอาหารตามธรรมเนียมไทยแท้ของคนไทย
“แหม กินสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน กำลังหิวอยู่เลยทีเดียว”
เพื่อนคนนั้นก็ได้เข้ามานั่งร่วมวงกินข้าวด้วย ภรรยาจึงได้ตักข้าวที่ยังคงเหลืออยู่ในหม้อ
ให้กับแขกที่มา ข้าวที่หลืออยู่ในหม้อจึงหมดลง
ทั้งสามคนต่างก็กินกันไปคุยกันไป ข้าวในจานของแต่ละคนก็ลดน้อยลงทีละนิด เผอิญข้าวในจาน
ของเพื่อนหมดก่อน เพื่อนนั้นยังทานไม่อิ่มจึงคอยจังหวะให้เจ้าบ้านคดข้าวให้ตนเพิ่ม แต่เจ้าบ้านก็ไม่ตักให้เสียที ฝ่ายเพื่อน
จึงคิดหาอุบายที่จะบอกให้เจ้าบ้านคดข้าวให้ เป็นนัยๆ  จึงพูดขึ้นมาว่า
“นี่เมื่อวานนี้ เราเข้าไปในป่ามา โอ้โฮเพื่อนเอ๋ยเราได้ไปเจอเสือตัวหนึ่งรอยตีนของมันโตขนาดจานข้าวนี่เลย”
เพื่อนพูดพร้อมกับเอียงจานให้เจ้าบ้านดู
เจ้าบ้านเมื่อได้เห็นดังนั้น ก็ถือโอกาสเล่าต่อว่า
“เมื่อวานนี้ เราก็ไปเที่ยวป่ามาเหมือนกัน โอ้โฮเพื่อนเอ๋ย
เราไปเจอช้างรอยตีนโตขนาดหม้อนี่แหละ”
พูดไปพร้อมกับได้เอียงหม้อให้ดู เพราะข้าวก็หมดหม้อแล้วเหมือนกัน
การจะพูดบอกอะไรใครนั้น ในบางครั้งเราไม่สามารถที่จะพูดหรือบอกออกไปตรงๆไม่ได้
เพราะอาจจะเป็นการเสียมารยาท ผู้ฉลาดมักจะหาวิธีการบอกให้อีกฝ่ายหนึ่ง


ก้อนหินวิเศษ




ทุกเย็นเมื่อกลับจากโรงเรียน ข้าวโพดจะอ่านหนังสือเพื่อทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้มาในแต่ละวัน เสร็จแล้วก็จะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนในวันต่อไป ทำให้ข้าวโพดมีผลการเรียนที่ดีตลอดมา แม้ว่าข้าวโพด จะเป็นเด็กที่ขยันเรียน แต่ในใจลึกๆข้าวโพด ก็นึกอยากได้ของวิเศษสักชิ้นเพื่อช่วยให้ตนเองเรียนเก่งขึ้นเหมือนในนิทาน ที่เคยฟังเมื่อยังเด็ก

และ แล้วช่วงเวลาปิดเทอมใหญ่ที่เด็กๆทุกคนรอคอยก็มาถึง สำหรับข้าวโพดก็รอคอยที่จะได้เดินทางไปท่องเที่ยวและเรียนรู้ตามที่ต่างๆ เช่นกัน ปิดเทอมนี้ครอบครัวของข้าวโพดพากันไปเที่ยวทะเล ข้าวโพดสนุกสนานกับการเล่นน้ำทะเล และเดินดูเปลือกหอยที่อยู่ตามชายหาดอย่างตื่นเต้น เด็กชายวาดรูปเปลือกหอยชนิดต่างๆ ไว้ในสมุดบันทึก เพื่อจะได้นำรูปนั้นกลับมาค้นคว้าว่าเปลือกหอยที่เจอคือหอยอะไรบ้าง

ระหว่างที่ข้าวโพดง่วนอยู่กับการวาดรูปเปลือกหอย เด็กชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาข้าวโพด พร้อมกับถามด้วยความสงสัยว่า

"เธอวาดรูปเปลือกหอยทำไมเหรอ ฉันไม่เห็นว่ามันจะสวยตรงไหนเลย" เด็กชายแปลกหน้าเอ่ยถาม 

ข้าวโพดจึงตอบไปว่า "ฉันก็วาดรูปเอาไว้ พอกลับไปถึงบ้าน ฉันก็จะไปดูในหนังสือว่าเปลือกหอยแบบนี้เป็นเปลือกหอยอะไรไง"

เด็ก ชายแปลกหน้าได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะ และบอกกับข้าวโพดว่าตนเองรู้จักเปลือกหอยทุกชนิด และจำได้หมดโดยไม่ต้องบันทึกให้เสียเวลา เพราะมีก้อนหินวิเศษ ที่ช่วยให้จดจำทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว

"ไม่เชื่อก็ลองชี้เปลือกหอยตามชายหาด หรือรูปที่เธอวาดดูสิ ฉันจะบอกชื่อให้ถูกหมดเลย"

"นี่ไงก้อนหินวิเศษของฉัน" เด็กชายแปลกหน้าแบบมืออวดก้อนหินรูปร่างประหลาดให้ข้าวโพดดู ข้าวโพดรู้สึกตื่นเต้นและนึกอยากได้ก้อนหินวิเศษนี้บ้าง "ฉันจะหามันได้จากที่ไหน" ข้าวโพดถามด้วยความสนใจ

เด็ก ชายแปลกหน้าจึงพาข้าวโพดเดินหาก้อนหินวิเศษอะไรจะหากันได้ง่ายๆ ตามชายหาดอย่างนี้ แต่เมื่อเห็นเด็กชายแปลกหน้าบอกชื่อเปลือกหอยได้อย่างคล่องแคล่ว ข้าวโพดก็ดีใจที่จะได้ก้อนหินวิเศษมาช่วยให้ตนเรียนหนังสือเก่งขึ้น

"เวลา เธอทำข้อสอบ เธอก็ต้องนำมันติดตัวไปด้วย มันจะช่วยให้เธอทำข้อสอบได้อย่างสบายเลยแหละ อย่าลืมที่ฉันบอกล่ะ ถ้าเธอลืมเอามันติดตัวเธอก็จะทำข้อสอบได้ไม่ค่อยดีนัก" เด็กชายแปลกหน้ากำชับ

เมื่อ กลับมาบ้าน ข้าวโพดนำรูปเปลือกหอยมาค้นคว้า และพบว่าชื่อเปลือกหอยที่เด็กชายแปลกหน้าบอกตรงกับในตำรา ข้าวโพดยิ่งเชื่อสนิทใจและเก็บก้อนหินวิเศษไว้กับตัวเสมอ ทุกวันเวลาอ่านหนังสือก็จะเอาก้อนหินวิเศษออกมาวางบนโต๊ะอ่านหนังสือ และคิดไปว่าระยะหลังตนเรียนรู้ได้ดีกว่าเมื่อก่อน

และ แล้ววันสอบก็มาถึง เด็กชายจัดแจงเอาก้อนหินใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงโดยที่ไม่รู้เลยว่ากระเป๋า กางเกงตัวนั้นมีรอยขาด ระหว่างเดินทางไปโรงเรียน ก้อนหินวิเศษจึงหล่นหายไปโดยที่ข้าวโพดไม่รู้ตัว

หลัง เคารพธงชาติคุณครูให้นักเรียนทุกคนเข้าห้องสอบ ข้าวโพดนั่งประจำที่ด้วยความมั่นใจเป็นพิเศษ พลางล้วงหาก้อนหินวิเศษในกระเป๋ากางเกง แต่ก้อนหินไม่อยู่กับเขาแล้ว ข้าวโพดตกใจและขาดความมั่นใจไปในทันที แต่เมื่อคุณครูนำข้อสอบมาแจก ข้าวโพดกลับสามารถทำข้อสอบได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องพึ่งก้อนหินวิเศษแต่อย่างใด จากที่เคยกังวลว่าจะทำข้อสอบไม่ได้ เพราะไม่มีก้อนหินวิเศษก็เปลี่ยนเป็นความสนุกสนานในการทำข้อสอบ

ผล สอบในครั้งนั้นข้าวโพดมีคะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง และได้เป็นตัวแทนโรงเรีนไปตอบปัญหาวิทยาศาสตร์จนได้รางวัลชนะเลิศ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน โดยที่ไม่มีก้อนหินวิเศษคอยช่วยเหลือแต่อย่างใด

คืน หนึ่งข้าวโพดฝันเห็นเด็กชายแปลกหน้า ในฝัน ข้าวโพดบอกเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนใหม่ฟัง ทันใดนั้นเด็กชายแปลกหน้าก็กลายร่างเป็นนางฟ้าแสนสวย นางฟ้าบอกกับข้าวโพดว่า

"เธอ ไม่ต้องมีของวิเศษอะไรหรอกจ้ะ เพราะการที่เธอเป็นเด็กขยัน ชอบขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ปล่อยเวลาว่างให้เปล่าประโยชน์นั้น มีค่ากว่าของวิเศษใดๆ ขอให้เธอจงยึดมั่นในสิ่งต่างๆเหล่านี้ตลอดไป แล้วเธอจะมีชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า ... ลาก่อนจ้ะ" พูดจบนางฟ้าก็หายตัวไป

ตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา ข้าวโพดไม่เคยอยากได้ของวิเศษใดๆ เพราะรู้แล้วว่า .. ความเอาใจใส่ในการเรียน และ หาความรู้คือของวิเศษที่แท้จริง


วัย เด็กเป็นวัยสำคัญสำหรับการวางรากฐานเพื่อความสำเร็จ ความเจริญและความสุขในชีวิต เยาวชนจึงต้องไม่ปล่อยให้ผ่านไปเปล่า โดยมิได้ขวนขวายหาความรู้และความดีใส่ตัว เพราะการกระทำเช่นนั้น เป็นการทำลายตนเอง ทำลายส่วนรวมโดยแท้

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันที่ 19 ธันวาคม พุทธศักราช 2518

พระบรมราโชวาท พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือ วันเด็ก พ.ศ. 2519


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต 
ที่มา หนังสือ นิทาน "ทำดี ตามคำพ่อ" โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม และ สบธ.

สมบัติของคุณปู่



ปิดเทอมหน้าร้อนปีนี้ เพชร พลอย และแพร สามพี่น้องต้องมาพักอยู่กับคุณปู่และคุณย่าที่อำเภอเล็กๆ ทางภาคเหนือ เนื่องจากคุณพ่อของพวกเขาไม่สบายต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ส่วนคุณแม่ก็ต้องทำงานในตอนกลางวัน และ ไปเฝ้าคุณพ่อในตอนกลางคืน จึงไม่มีเวลามาดูแลพวกเขา

บ้านของคุณปู่ คุณย่า เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ที่มีห้องหับมากมาย คุณปู่พาเด็กๆสำรวจห้องต่างๆ จนกระทั่งถึงห้องหนึ่ง คุณปู่บอกว่า "นี่เป็นห้องสมบัติที่มีค่าของปู่"

เด็ก ทั้งสามได้ยินดังนั้นก็จินตนาการกันไปว่า ในห้องนี้คงจะเต็มไปด้วยสมบัติ ประเภทแก้วแหวนเงินทอง แต่เมื่อคุณปู่ดึงประตูห้องให้เปิดอ้าออก สิ่งที่ เพชร พลอย และ แพร เห็นก็คือ หนังสือ หนังสือ และหนังสือ ห้องนี้เต็มไปด้วยหนังสือมากมายหลายชนิดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบจรด เพดานพื้นห้อง

"โอ้โห ! มีแต่หนังสือเต็มไปหมดเลย" พลอยอุทานด้วยความตื่นเต้น

"หลานอยากอ่านหนังสือเล่มไหน ก็เอาไปอ่านได้เลยนะ เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็เอามาคืนที่เดิมด้วยล่ะ" จากนั้นคุณปู่ก็พาไปยังห้องอื่นๆ

เมื่อ สำรวจบ้านคุณปู่ครบทุกห้องแล้ว เพชรก็ชวนน้องทั้งสองไปเดินสำรวจรอบๆหมู่บ้าน แต่พลอยติดใจหนังสือในห้องคุณปู่ จึงขออ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน พลอยชอบอ่านหนังสือมาก เธออ่านหนังสือทุกประเภท เพราะนอกจากจะสนุกไปกับเรื่องราวต่างๆแล้ว เธอยังได้รับความรู้อีกมากมาย

ตั้งแต่ มาอยู่บ้านคุณปู่ พลอยก็ได้อ่นหนังสือเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก พลอยชวนพี่เพชร กับ น้องแพรมาอ่านหนังสือด้วยกัน แต่ทั้งสองอยากไปเดินเล่นมากกว่า

พลอยจึงไม่คะยั้นคะยออีก ขณะที่พลอยอ่านหนังสือเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงน้องแพรร้องตะโกนว่า
"ช่วยด้วย พี่เพชรโดนผึ้งต่อย .. ช่วยด้วยค่ะ"

พลอย จึงรีบวิ่งออกไปตามเสียงของน้องแพร และเห็นพี่เพชรนอนร้องโอดโอยอยู่ เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าตามใบหน้า และ แขนมีจุดสีแดงๆที่เกิดจากการถูกผึ้งต่อย และ เจ้าจุดที่ว่านี้ก็เริ่มบวมมากขึ้นทุกที

"ทำไมพี่เพชรถึงโดนผึ้งต่อยได้ล่ะ" พลอยถามน้องแพรที่ยืนร้องไห้เพราะสงสารพี่ชาย

"ก็พี่เพชรจะเก็บดอกไม้ไปฝากพี่พลอย ก็เลยถูกผึ้งต่อยเอาน่ะสิ"

"โถ น่าสงสารจัง พี่เพชรอดทนหน่อยนะ เดี๋ยวพลอยวิ่งไปเอากล่องยาที่บ้านก่อน"

สักพักพลอยก็วิ่งกลับมาพร้อมกล่องยาและกุญแจ พลอยเห็นแพรทำหน้าสงสัยจึงอธิบายให้น้องสาวฟังว่า
"กุญแจ นี้ เอาไว้กดเหล็กไนของผึ้ง เพราะพิษของผึ้งอยู่ที่เหล็กไน จึงต้องเอาเหล็กไนออกจากบริเวณที่โดนต่อยอย่างเร็วที่สุด โดยใช้กุญแจที่มีรูตรงปลายครอบจุดที่ถูกต่อย แล้วกดลงให้เหล็กไนโผล่ ค่อยๆจับเหล็กไนทางปลายแล้วดึงออก อย่าพยายามแคะ เพราะเหล็กไนอาจหักฝังคาอยู่ในเนื้อได้ พอเอาเหล็กไนออกมาได้แล้ว ค่อยทายาหรือประคบด้วยน้ำแข็ง เมื่อวานพี่อ่านหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้พอดีน่ะ"

"เหรอ ดีจังเลยนะ หนังสือที่มีประโยชน์จริงๆ ถ้าเราไม่รู้วิธีการปฐมพยาบาลคนที่ถูกผึ้งต่อย พี่เพชรคงต้องแย่แน่ๆเลย พรุ่งนี้แพรไปอ่านหนังสือกับพี่พลอยดีกว่า"

"พี่อ่านด้วย" เพชรพูดขึ้นหลังจากที่อาการปวดทุเลาลงแล้ว

คุณย่าได้ยินเสียงของแพรก็เลยเรียกคุณปู่ออกมาดู

คุณปู่บอกว่า "ปู่ ดีใจที่หลานสามารถแก้ปัญหาและช่วยเหลือผู้อื่นได้ เห็นไหมล่ะว่าหนังสือเป็นคลังความรู้ที่มีค่า หากเรารู้จักเลือกอ่านหนังสือที่ดีมีประโยชน์และนำความรู้มาใช้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้เหมือนอย่างพลอยนี่แหละ"

คุณย่าซึ่งได้ฟังคุณปู่พูดอยู่ใกล้ๆ ก็ยื่นสมุดเล่มเล็กๆให้หลานๆ พลางบอกว่า
"นี่ จ้ะหลานๆ สมุดบันทึกนี้ย่าให้ไว้เก็บสมบัติของคุณปู่ นอกเหนือจากที่จดจำ .. เมื่ออ่านพบสิ่งใดที่ดีมีประโยชน์ ก็บันทึกไว้ เผื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในภายหน้านะ"

ใกล้จะถึงวันเปิดเทอม เด็กทั้งสามก็ได้รับข่าวดีจากคุณแม่ว่า คุณพ่อหายป่วยแล้วและจะมารับกลับบ้าน

เมื่อ กลับมาบ้าน คุณแม่ก็สังเกตเห็นว่า เพชรและแพรเปลี่ยนไปมาก เมื่อไหร่ที่มีเวลาว่าง สามพี่น้องจะหาหนังสือมานั่งอ่านด้วยกัน แถมยังคอยบันทึกสิ่งต่างๆใส่สมุดเล่มเล็ก จึงโทรไปถามคุณปู่ 
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ เกิดอะไรขึ้นกับเด็กๆคะ ตั้งแต่กลับมาจากบ้านคุณพ่อ ลูกๆของพิม ก็กลายเป็นหนอนหนังสือไปทั้งสามคนเลย"

คุณปู่หัวเราะ หึหึ แล้วพูดว่า "เป็นอย่างนั้นเหรอ อาจเป็นเพราะสมบัติที่พ่อยกให้พวกเด็กๆก็ได้นะ"

"สมบัติอะไรหรือคะ" คุณแม่ถามด้วยความสงสัย

"พิมไปถามลูกๆเองก็แล้วกัน คราวหน้าถ้าพิมมาพ่อจะให้พิมดูสมบัติของพ่อ ว่างๆก็พาเด็กๆมาเที่ยวอีกนะ"

เปิด เทอมใหม่ เพชร พลอย และ แพรต่างก็ตั้งใจเรียนอย่างขยันขันแข็ง หากมีเวลาว่างพวกเขาก็จะอ่านหนังสือ ทั้งหนังสือเรียนและหนังสืออื่นๆ เมื่อผลการสอบของเทอมแรกออกมา ปรากฏว่าสามพี่น้องมีผลการเรียนที่ดีขึ้นมาก คุณพ่อคุณแม่ จึงให้รางวัลด้วยการพาสามพี่น้องไปเที่ยวทะเล และหนังสือที่เด็กๆอยากได้อีกคนละ 1 ชุด


"... หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมาทำมาคิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้"

พระ บรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน 2515


ที่มา หนังสือ นิทาน "ทำดี ตามคำพ่อ" โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม และ สบธ.

คนกล้าคนใหม่



ณ. โรงเรียนแสนสุขวิทยา คุณครูนิภากำลังมอบหมายให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ค้นคว้าข้อมูลด้วยตัวเองในห้องสมุด

"วันนี้ ครูจะให้นักเรียนแต่ละคนจำแนกประเภทของสัตว์ต่างๆ คือ สัตว์ปีก สัตว์นำ สัตว์บก และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำนะจ๊ะ อ้อ ... อย่าลืมค้นคว้าข้อมูลในหนังสือให้ดี และก็ตรวจทานให้ละเอียดรอบคอบล่ะ ถ้าใครทำได้ดีครูจะมีรางวัลให้" ครูนิภากล่าวก่อนเดินจากไป

"ค่ะคุณครู" "ครับคุณครู" เด็กๆขานรับอย่างพร้อมเพรียงกัน

เมื่อคล้อยหลังครู

"นี่ลูกแก้ว เธอทำได้กี่ข้อแล้ว"ต้นกล้า เด็กชายจอมแก่นประจำห้องเอ่ยถาม

"ฉันทำได้สองข้อแล้วล่ะ" เด็กชายลูกแก้วตอบพร้อมกับพลิกอ่านข้อมูลจากหนังสือเล่มโตด้วยความกระตือร้อร้นที่จะค้นหาคำตอบ

"โธ่ .. เธอนี่ชักช้าจริงๆ สู้ฉันก็ไม่ได้ ทำใกล้จะเสร็จแล้ว จะได้ไปวิ่งเล่นซะที"

"โอ้โฮ ทำไมเธอเก่งจัง เธอรู้จักสัตว์ทุกชนิดเลยหรอ" ลูกแก้วชื่นชมต้นกล้า

"อือ .. ก็ทำนองนั้นแหละ แต่บางอย่างฉันก็ไม่รู้หรอก เดาๆเอาน่ะ รับรองฉันเดาถูกหมด เฮ้ย! ไม่ใช่ ตอบถูกหมดแน่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" พูดจบต้นกล้าก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานด้วยความรีบเร่งเพื่อจะได้เสร็จไวๆ

"อืม กบเหรอฉันเคยเห็นตอนมันอยู่บนบก ตอนอยู่ในน้ำไม่ยักเคยเห็นซักที มันต้องเป็นสัตว์บกแน่ๆ แล้วพระยูนมันเป็นยังไงนะ เป็นสัตว์ปีกแล้วกัน เพราะสัตว์ปีกไม่ค่อยมี ฮิ ฮิ ฮิ" ต้นกล้าพึมพำคนเดียว

"ไชโย ... เสร็จแล้ว ลันลันลา" ต้นกล้านำแบบฝึกหัดไปส่งที่โต๊ะครูก่อนใครเพื่อน เสร็จแล้วก็เที่ยวหยอกล้อคนนั้นคนนี้ แต่เมื่อเห็นเพื่อนทุกคนล้วนตั้งหน้าตั้งตาค้นคว้า ก็รู้สึกเบื่อ เลยหยิบหนังสือการ์ตูนในกระเป๋ามาอ่านเล่น แล้วก็เลอหลับไป ขณะที่ลูกแก้วกำลังขะมักเขม้นทำงานอย่างรอบคอบ

"นี่ไง หนังสือเล่มนี้มีเรื่องของกบ .. กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ แล้วพะยูนเป็นสัตว์น้ำและอาศัยอยู่ในทะเล" ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ลูกแก้วจึงทำแบบฝึกหัดเสร็จ

เมื่อคุณครูนิภากลับมาตรวจแบบฝึกหัดของนักเรียน ...

"คนที่ได้คะแนนสูงสุดก็คือ ... เด็กชายลูกแก้ว นักเรียนปรบมือให้เพื่อนด้วยจ้ะ" ครูนิภาชื่นชมลูกแก้ว เพื่อนๆต่างก็ปรบมือเกรียวกราว

"ทุกคนทำได้ดีมากจ้ะ ครูจะให้รางวัลโดยการให้ไปเล่นที่สนามเด็กเล่นได้" ครูนิภาบอกกับเด็กๆ

"ไชโย" ต้นกล้ากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เพราะ อยากไปเล่นนอกห้องเรียนใจจะขาด

"ทุกคน ... ยกเว้น เด็กชายต้นกล้า" ครูนิภาว่า

"ทำไมล่ะครับคุณครู" ต้นกล้าถาครูนิภาดว้ยสีหน้าฉงนระคนผิดหวัง

"ก็เพราะว่าเธอทำงานที่ครูสั่งผิดเกือบหมดเลยน่ะสิ เพราะฉะนั้นเธอจะต้องทำแบบฝึกหัดใหม่ทั้งหมดและทำให้ถูกต้องด้วย เข้าใจไหมจ้ะ" ครูนิภาบอกกับต้นกล้า

"ครับผม" ต้นกล้าจำใจยอมรับอย่างเศร้าๆ ในใจแอบอิจฉาลูกแก้วกับเพื่อนๆที่ได้วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นอย่างสนุกสนาน

จน กระทั่งถึงเวลาเลิกเรียน เด็กๆทุกคนต่างเก็บกระเป๋ากลับบ้านกันแล้ว แต่ต้นกล้ายังง่วนอยู่กับการทำแบบฝึกหัดด้วยความกังวล เพราะ อยากจะกลับบ้านแล้วเช่นกัน

"นี่หนังสือของฉัน ฉันให้เธอยืม" ลูกแก้วกล่าวพร้อมยื่นหนังสือให้กับต้นกล้า แล้วพูดต่อว่า

"หนังสือเล่มนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ชนิดต่างๆ เยอะแยะเลย เธออย่าลืมเปิดดูนะ ฉันไปล่ะ" พูดจบ ลูกแก้วก็เดินจากไป

ต้น กล้ารับหนังสือไว้ด้วยความตื้นตันใจ พร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนที่มีน้ำใจ พลางพลิกดูข้อมูลในหนังสือ ในที่สุดต้นกล้าก็ทำแบบฝึกหัดเสร็จ และนำไปส่งครูนิภาที่ห้องพักครู

คราวนี้ครูนิภากล่าวชมต้นกล้าที่ทำงานเป็นระเบียบและสามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง

"อืม ... ดีมากต้นกล้า คราวนี้เธอตอบคำถามได้ถูกหมดทุกข้อเลยนะ ถ้ารู้จักขวนขวาย .. หมั่นเสาะแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ไม่อยู่นิ่ง ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ สนใจค้นคว้าข้อมูลและทำงานให้เป็นระเบียบตั้งแต่แรก ป่านนี้ก็คงได้กลับบ้านไปแล้วล่ะ แต่ไม่เป็นไร ถือว่าเธอได้แก้ไขตัวเองแล้วในวันนี้ วันต่อไป ก็ขอให้ตั้งใจอย่างนี้นะจ๊ะ"

"ครับคุณครู" ต้นกล้ารู้สึกดีใจที่ได้รับคำชมจากครูนิภา และตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะต้องขอบคุณลูกแก้วที่ให้ยืมหนังสือ และจะตั้งใจเรียนเหมือนลูกแก้วด้วย

หลัง จากวันนั้น ต้นกล้าก็ปรับปรุงตัวเองใหม่ ใส่ใจและรอบคอบกับงานที่ครูมอบหมายให้ทำทุกครั้ง แถมยังทำงานอย่างมีระเบียบวินัย ทำให้ต้นกล้ามีผลการเรียนที่ดี และเป็นที่รักของเพื่อนๆ



เด็ก ควรขวนขวายหาวิชา พร้อมทั้งฝึกความเป็นระเบียบ รู้เหตุ รู้ผลให้แก่ตัว เพราะวิชาและความเป็นระเบียบนั้นจะช่วยให้คิดถูก ทำถูก พูดถูก จะทำให้คนมีอิสรภาพแท้อย่างเต็มเปี่ยม ในวันข้างหน้า

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2517

พระบรมราโชวาท พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือ วันเด็ก พศ 2517

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต 
ที่มา หนังสือ นิทาน "ทำดี ตามคำพ่อ" โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม และ สบธ.