adsend

yengo

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

สองพี่น้องแบ่งของ



มีชาวนาผู้หนึ่งมีบุตรสาวอยู่สองคน วันหนึ่งชาวนาอยากจะทำการทดลองปัญญาของบุตรทั้งสองของคน
ชาวนาจึงได้ส่งแตงโมให้กับบุตรสาวทั้งสองไป 1 ใบ โดยบอกว่าให้ไปแบ่งกันกินแต่จะต้องแบ่งให้เท่าๆกัน
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งเถึยงกันทะเลาะกันเรื่องใครได้มากกว่าน้อยกว่า ถ้าแบ่งได้ไม่เท่ากัน
แล้วเกิดเถียงกันหรืทะเลาะกันขึ้น ก็จะต้องถูกลงโทษทั้งสองคนเป็นแน่
เด็กทั้งสองคน เมื่อได้รับแตงโมมาแล้ว  ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแบ่งกันอย่างไรจึงจะสามารถแบ่งได้เท่าๆกัน
ด้วยกลัวว่าตนนั้นจะต้องถูกทำโทษ ในท้ายที่สุดจึงตกลงกันว่าจะใช้วิธีการดังนี้ โดยที่เด็กทั้งสองคนนั้น เห็นว่า
เป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุด คือ ถ้าหากใครต้องเป็นคนที่ผ่าแตงโม  คนนั้นจะต้องเป็นฝ่าย
เลือกทีหลัง และจะต้องยอมให้ฝ่ายที่ไม่ใช่เป็นคนผ่าเป็นฝ่ายเลือกก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้
คนผ่าลำเอียง โดยผ่าเป็นชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งและชิ้นเล็กชิ้นหนึ่ง แล้วคนที่ผ่ารีบเลือกเอาชิ้นใหญ่ไปเป็นของตนก่อน
เมื่อเด็กทั้งสองได้ผ่าแตงโมและแบ่งกันเสร็จแล้ว จึงรีบวิ่งไปเล่าให้บิดาได้ฟัง เมื่อบิดาได้ฟังดังนั้นก็พอใจในสติปัญญาของบุตรสาวทั้งสองนั้นมาก

พ่อยอมแล้วลูก



นายดีเป็นคนบ้านนอกบ้านนา เขาได้ตัดสินใจส่งลูกชายไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ อยู่มาวันหนึ่งนายดีได้ไปเยี่ยมลูกชาย
ลูกชายก็ได้บอกพ่อว่า “ตอนนี้พ่อมาอยู่กับผมที่กรุงเทพฯ พ่อจะทำอะไรเหมือนตอนอยู่ที่บ้านเราไม่ได้นะพ่อ
เพื่อความแน่ใจ ถ้าพ่อเห็นผมทำอะไร  พ่อก็ทำตามผมก็แล้วกันนะ”
มีอยู่วันหนึ่ง ลูกชายจำต้องไปงานเลี้ยง จึงได้ชวนนายดีพ่อของตนไปงานเลี้ยงด้วย นายดีแกทำอะไรไม่ค่อยจะถูก
ก็เพราะว่าไม่เคยเข้างานสังคม แกจึงกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะกลัวว่าจะทำอะไรให้เป็นที่ขายหน้าให้แก่ลูกชาย
ขณะที่นายดีกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ด้วยกัน  นายดีก็พยายามดูการกระทำของลูกชายแกอยู่ตลอดเวลา ถ้าแกเห็น
ลูกชายของแกทำอะไรแกก็จะทำตาม ในเมนูแรกเขายกอ้อยควั่นมาเสิร์ฟ ลูกชายก็หยิบเอาอ้อยเข้าปาก
นายดีก็ทำตามลูกชาย ต่างคนต่างกิน พอน้ำอ้อยหมดก็เหลือแต่กากอ้อย ทางฝ่ายลูกชายนั้นก็เอาผ้าเช็ดปาก
มาปิดปากแล้วจึงค่อยคายกากอ้อยออกมา ในตอนนั้นนายดีไม่ทันได้สังเกตุ คิดว่าลูกชายแค่จะเช็ดปากเฉยๆ
นายดีจึงไม่ได้คายกากอ้อยออกมา  นายดีจึงเคี้ยวกากอ้อยต่อไปอยู่พักใหญ่ ก็ไม่เห็นลูกชายจะคายกากอ้อยออกมา แกจึงคิดในใจ
“เอ..มันคายกากอ้อยออกมาตอนไหนกันหว่า ที่ใต้โต๊ะก็ไม่มี หรือมันจะกลืนลงท้องไปแล้วหว่า”
คิดได้ดังนั้นแกจึงตัดสินใจว่า “เอา..กลืนก็กลืนวะ” เมื่อกลืนลงไปแล้วกากอ้อยก็ติดอยู่ในคอ
นายดีจึงจำเป็นต้องดื่มน้ำตามเข้าไปมากๆ กว่ากากอ้อยจะหลุดลงคอลงไปได้ แกกินน้ำไปหลายแก้วทีเดียว
อาหารเมนูต่อมาเขาก็นำขนมจีนมาเสิร์ฟ ฝ่ายลูกชายก็ตักขนมจีนมากิน นายดีก็ทำตามเช่นเคย
ระหว่างที่กินกันอยู่นั้น ลูกชายก็บังเกิดความสงสัยขึ้นว่า ตอนที่พ่อกินอ้อยอยู่ พ่อเอากากไปทิ้งไว้ที่ไหน
มองดูรอบบริเวณที่นายดีนั่งอยู่ก็ไม่เห็นว่ามีกากอ้อยตกอยู่เลย ลูกชายจึงถามพ่อขึ้นมาว่า
“พ่อ..ตอนที่พ่อกินอ้อยอยู่หนะ พ่อเอากากอ้อยไปท้งไว้ที่ไหน วางทิ้งไว้เรี่ยราดไม่ได้นะพ่อ”
นายทองดีตอบลูกชายว่า  “พ่อก็กลืนเข้าไปนะซิวะ เพราะพ่อไม่เห็นแกคายกากอ้อยออกมาเลยหนะซิ”
พอลูกชายได้ยินดังนั้นก็ขำขึ้นมาจนกลั้นเอาไว้ไม่อยู่  ก็เลยสำลักขนมจีนที่กินเข้าไป เส้นขนมจีนจึงออกมาทางจมูก นายดีเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า
“พ่อยอมแล้วลูก ที่ลูกทำแบบนี้พ่อทำตามไม่ได้หรอก” นายดีกล่าวขึ้นพร้อมกับทั้งยกมือไหว้ลูกชายของตน

คนแจวเรือกับนักศึกษา



มีนักศึกษาผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง   ได้ทำการว่าจ้างเรือแจวให้พาข้ามฟาก
ในขณะที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆดูมืดครึ้ม   และลมเริ่มพัดจนน้ำเกิด
เป็นระลอกคลื่นเล็กๆ
เรือแจวได้แล่นไปอย่างช้าๆ   จนเมื่อเรือได้เข้าสู่กระแสน้ำอันเชี่ยวกราด   คนแจวเรือจึงต้องใช้ความ
อย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก   ส่วนฝ่ายนักศึกษานั้นกำลังนั่งก้มหน้าหนังสือเล่มใหญ่อยู่   จนในที่สุดนักศึกษาก็ได้เงยหน้าขึ้นมาจากตำราแล้วมองไปยังคนแจวเรือ
“ลุงๆเคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์บ้างไหม?”   นักศึกษาเอ่ยถามขึ้น
“ไม่เคยเลยครับ”   คนแจวเรือจ้างตอบด้วยนำ้เสียงที่แผ่วเบา
“ถ้างั้นลุงก็พลาดโอกาสเสียแล้วหละ   ในหนังสือประวัติศาสตร์นะลุง   เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าอ่าน
มีเรื่องของกษัตริย์และราชินีในสมัยอดีต   รวมถึงเรื่องของสงคราม  การต่อสู้   ทำให้เราสามารถรู้ว่าคนในสมัยโบราณ
ใช้ชีวิตกันแบบไหน  แต่งกายกันอย่างไร   ประวัติศาสตร์จะบอกให้ได้รู้ถึงความเจริญและความเสื่อมลงของชนชาติต่างๆ
ทำไมลุงไม่อ่านประวัติศาสตร์บ้างเล่า?”
“ผมไม่เคยเรียนหนังสือครับ”   คนแจวเรือตอบ
คนแจวเรือก็ยังคงแจวเรือต่อไป ส่วนนักศึกษาก็ก้มหน้าอ่านตำราต่อไป คงมีแต่เสียงใบแจวกระทบพื้นน้ำเท่านั้น
ผ่านไปสักครู่หนึ่ง  นักศึกษาก็เอ่ยถามคนแจวเรือขึ้นอีก   ”ภูมิศาสตร์เล่าลุง เคยอ่านบ้างไหม?”
“ไม่เคยเลยครับ”
“ภูมิศาสตร์   เป็นวิชาที่สอนให้เราได้รู้จักกับโลกและประเทศต่างๆ   และยังรวมถึงกระทั่งภูเขา แม่น้ำ ลม พายุ ฝน  นะลุง
วิชาภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก   ลุงไม่รู้จักวิชานี้เลยรึ?”
“ไม่เคยเลยครับ” คนแจวเรือตอบ
นักศึกษาส่ายหน้า
“ถ้าไม่รู้จักวิชานี้ ชีวิตลุงก็เหมือนไม่มีค่าอะไรเลย”
“วิทยาศาสตร์ละลุง   เคยอ่านบ้างรึเปล่า”
“ไม่เคยอีกแหละคุณ”
“ลุงเนี่ยนะเป็นคนยังไงกันแน่?   วิทยาศาสตร์ที่ช่วยอธิบายถึงเหตุและผลต่างๆ   ลุงรู้มั้ยความก้าวหน้าของคนเราในทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์โดยตรงเลย นะ   นักวิทยาศาสตร์เป็นคนที่สำคัญอย่างมากในโลกนี้เลยก็ว่าได้
แต่นี่อะไรลุงกลับไม่รู้เรื่องพวกนี้เอาเสียเลย   ชีวิตของลุงช่างมีค่าน้อยเสียเหลือเกิน”
นักศึกษาปิดตำราของเขา   และนั่งเงียบไม่พูดอะไรขึ้นอีก ในช่วงเวลานั้นก้อนเมฆสีดำได้แผ่ขยายและปกคลุมเต็มไปทั่วทั้งท้องฟ้า
ลมเริ่มพัดแรงขึ้น  มีฟ้าแลบแปลบปลาบ   เป็นเหตุบอกว่าพายุกำลังจะมา   และเรือก็ยังเหลือระยะทางอีกกว่าครึ่งซึ่งไกลมากกว่าจะถึงฝั่ง
คนแจวเรือแหงนขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น   ”ดูเมฆนั่นซิคุณ พายุคงจะมาถึงเราในไม่ช้า คุณว่ายน้ำเป็นไหมครับ?”
นักศึกษาพูดขึ้นอย่างตื่นตกใจกลัว
“ว่ายน้ำ ผมว่ายไม่เป็นหรอกลุง”
บัดนี้คนแจวเรือเป็นฝ่ายเลิกคิ้วมองนักศึกษาอย่างประหลาดใจบ้างแล้ว   และพูดว่า
“อะไรกัน   นี่คุณว่ายน้ำไม่เป็นหรอกรึ   คุณมีความรอบรู้มากมายออกขนาดนี้   ประวัติศาสตร์เอย
ภูมิศาสตร์เอย   และวิชาวิทยาศาสตร์เอยคุณก็รู้   แต่ทำไมคุณถึงไม่ไปเรียนการ
ว่ายน้ำด้วยเล่า   อีกสักประเดี๋ยวเถอะ   คุณก็จะได้รู้ว่าชีวิตของคุณไม่มีค่าเลย”
ลมพายุพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ   เรือแจวลำน้อยถูกคลื่นและลมโหมซัดพัดกระหน่ำใส่เข้ามา
ในไม่ช้าไม่นานเรือแจวก็ถูกคลื่นและพายุซัดจนเรือพลิกคว่ำคนแจวเรือจ้างสามารถ
ว่ายน้ำขึ้นฝั่งมาได้อย่างปลอดภัย    แต่ทว่านักศึกษาผู้น่าสงสาร
ได้จมหายไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดนั้นเอง

เสือตีนโต



มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมีอาชีพทำไร่ ต่อมาวันหนึ่งทั้งสองก็ต่างไปช่วยกัน
ทำไร่เหมือนเช่นเคย ในวันนั้นทั้งคู่ไม่ได้ห่อข้าวไปกิน คิดว่าจะกลับไปกินข้าวกันที่บ้าน
พอถึงช่วงบ่าย สองสามีภรรยาก็ชวนกันกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านสามีพูดกับภรรยาว่า
“นี่น้อง รีบไปหาข้าวปลาอาหารมากินด้วยกันเถอะ วันนี้พี่หิวมากๆเลย”
ฝ่ายภรรยานั้นเป็นคนที่ขี้เกียจ  ไม่ชอบทำงานอยู่เป็นทุน  จึงพลอยไม่ชอบหุงหาอาหารไปด้วย เมื่อได้ยินสามีพูดขึ้นมา
จึงเดินเข้าไปยังห้องครัว แล้วเปิดหม้อข้าวดู ก็เห็นว่ามีข้าวเหลืออยู่ น่าจะพอแบ่งกันกินได้
จึงบอกกับสามีไปว่า
“ข้าวมีอยู่แล้วพี่ กับข้าวของเมื่อตอนเช้าก็ยังมีอยู่ ถ้าพี่หิวก็มากินได้เลย”
“เอางั้นก็ได้  น้องก็มากินพร้อมกันกับพี่เลยซิ” สามีพูด
ทั้งคู่ต่างก็แบ่งข้าวกันกินคนละจาน ข้าวในหม้อจึงเหลืออีกเพียงเล็กน้อย
ในขณเะนั้นเองได้มีเพื่อนคนหนึ่งมาที่บ้าน “เอ้ากำลังทำอะไรอยู่ละ” เพื่อนเอ่ยถาม
“กำลังจะกินข้าวกลางวัน  มาๆ มานั่งกินข้าวด้วยกัน” สามีได้กล่าวชวนเพื่อน
ที่มาเยี่ยม  ให้มาร่วมทานอาหารตามธรรมเนียมไทยแท้ของคนไทย
“แหม กินสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน กำลังหิวอยู่เลยทีเดียว”
เพื่อนคนนั้นก็ได้เข้ามานั่งร่วมวงกินข้าวด้วย ภรรยาจึงได้ตักข้าวที่ยังคงเหลืออยู่ในหม้อ
ให้กับแขกที่มา ข้าวที่หลืออยู่ในหม้อจึงหมดลง
ทั้งสามคนต่างก็กินกันไปคุยกันไป ข้าวในจานของแต่ละคนก็ลดน้อยลงทีละนิด เผอิญข้าวในจาน
ของเพื่อนหมดก่อน เพื่อนนั้นยังทานไม่อิ่มจึงคอยจังหวะให้เจ้าบ้านคดข้าวให้ตนเพิ่ม แต่เจ้าบ้านก็ไม่ตักให้เสียที ฝ่ายเพื่อน
จึงคิดหาอุบายที่จะบอกให้เจ้าบ้านคดข้าวให้ เป็นนัยๆ  จึงพูดขึ้นมาว่า
“นี่เมื่อวานนี้ เราเข้าไปในป่ามา โอ้โฮเพื่อนเอ๋ยเราได้ไปเจอเสือตัวหนึ่งรอยตีนของมันโตขนาดจานข้าวนี่เลย”
เพื่อนพูดพร้อมกับเอียงจานให้เจ้าบ้านดู
เจ้าบ้านเมื่อได้เห็นดังนั้น ก็ถือโอกาสเล่าต่อว่า
“เมื่อวานนี้ เราก็ไปเที่ยวป่ามาเหมือนกัน โอ้โฮเพื่อนเอ๋ย
เราไปเจอช้างรอยตีนโตขนาดหม้อนี่แหละ”
พูดไปพร้อมกับได้เอียงหม้อให้ดู เพราะข้าวก็หมดหม้อแล้วเหมือนกัน
การจะพูดบอกอะไรใครนั้น ในบางครั้งเราไม่สามารถที่จะพูดหรือบอกออกไปตรงๆไม่ได้
เพราะอาจจะเป็นการเสียมารยาท ผู้ฉลาดมักจะหาวิธีการบอกให้อีกฝ่ายหนึ่ง


ก้อนหินวิเศษ




ทุกเย็นเมื่อกลับจากโรงเรียน ข้าวโพดจะอ่านหนังสือเพื่อทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้มาในแต่ละวัน เสร็จแล้วก็จะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนในวันต่อไป ทำให้ข้าวโพดมีผลการเรียนที่ดีตลอดมา แม้ว่าข้าวโพด จะเป็นเด็กที่ขยันเรียน แต่ในใจลึกๆข้าวโพด ก็นึกอยากได้ของวิเศษสักชิ้นเพื่อช่วยให้ตนเองเรียนเก่งขึ้นเหมือนในนิทาน ที่เคยฟังเมื่อยังเด็ก

และ แล้วช่วงเวลาปิดเทอมใหญ่ที่เด็กๆทุกคนรอคอยก็มาถึง สำหรับข้าวโพดก็รอคอยที่จะได้เดินทางไปท่องเที่ยวและเรียนรู้ตามที่ต่างๆ เช่นกัน ปิดเทอมนี้ครอบครัวของข้าวโพดพากันไปเที่ยวทะเล ข้าวโพดสนุกสนานกับการเล่นน้ำทะเล และเดินดูเปลือกหอยที่อยู่ตามชายหาดอย่างตื่นเต้น เด็กชายวาดรูปเปลือกหอยชนิดต่างๆ ไว้ในสมุดบันทึก เพื่อจะได้นำรูปนั้นกลับมาค้นคว้าว่าเปลือกหอยที่เจอคือหอยอะไรบ้าง

ระหว่างที่ข้าวโพดง่วนอยู่กับการวาดรูปเปลือกหอย เด็กชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาข้าวโพด พร้อมกับถามด้วยความสงสัยว่า

"เธอวาดรูปเปลือกหอยทำไมเหรอ ฉันไม่เห็นว่ามันจะสวยตรงไหนเลย" เด็กชายแปลกหน้าเอ่ยถาม 

ข้าวโพดจึงตอบไปว่า "ฉันก็วาดรูปเอาไว้ พอกลับไปถึงบ้าน ฉันก็จะไปดูในหนังสือว่าเปลือกหอยแบบนี้เป็นเปลือกหอยอะไรไง"

เด็ก ชายแปลกหน้าได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะ และบอกกับข้าวโพดว่าตนเองรู้จักเปลือกหอยทุกชนิด และจำได้หมดโดยไม่ต้องบันทึกให้เสียเวลา เพราะมีก้อนหินวิเศษ ที่ช่วยให้จดจำทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว

"ไม่เชื่อก็ลองชี้เปลือกหอยตามชายหาด หรือรูปที่เธอวาดดูสิ ฉันจะบอกชื่อให้ถูกหมดเลย"

"นี่ไงก้อนหินวิเศษของฉัน" เด็กชายแปลกหน้าแบบมืออวดก้อนหินรูปร่างประหลาดให้ข้าวโพดดู ข้าวโพดรู้สึกตื่นเต้นและนึกอยากได้ก้อนหินวิเศษนี้บ้าง "ฉันจะหามันได้จากที่ไหน" ข้าวโพดถามด้วยความสนใจ

เด็ก ชายแปลกหน้าจึงพาข้าวโพดเดินหาก้อนหินวิเศษอะไรจะหากันได้ง่ายๆ ตามชายหาดอย่างนี้ แต่เมื่อเห็นเด็กชายแปลกหน้าบอกชื่อเปลือกหอยได้อย่างคล่องแคล่ว ข้าวโพดก็ดีใจที่จะได้ก้อนหินวิเศษมาช่วยให้ตนเรียนหนังสือเก่งขึ้น

"เวลา เธอทำข้อสอบ เธอก็ต้องนำมันติดตัวไปด้วย มันจะช่วยให้เธอทำข้อสอบได้อย่างสบายเลยแหละ อย่าลืมที่ฉันบอกล่ะ ถ้าเธอลืมเอามันติดตัวเธอก็จะทำข้อสอบได้ไม่ค่อยดีนัก" เด็กชายแปลกหน้ากำชับ

เมื่อ กลับมาบ้าน ข้าวโพดนำรูปเปลือกหอยมาค้นคว้า และพบว่าชื่อเปลือกหอยที่เด็กชายแปลกหน้าบอกตรงกับในตำรา ข้าวโพดยิ่งเชื่อสนิทใจและเก็บก้อนหินวิเศษไว้กับตัวเสมอ ทุกวันเวลาอ่านหนังสือก็จะเอาก้อนหินวิเศษออกมาวางบนโต๊ะอ่านหนังสือ และคิดไปว่าระยะหลังตนเรียนรู้ได้ดีกว่าเมื่อก่อน

และ แล้ววันสอบก็มาถึง เด็กชายจัดแจงเอาก้อนหินใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงโดยที่ไม่รู้เลยว่ากระเป๋า กางเกงตัวนั้นมีรอยขาด ระหว่างเดินทางไปโรงเรียน ก้อนหินวิเศษจึงหล่นหายไปโดยที่ข้าวโพดไม่รู้ตัว

หลัง เคารพธงชาติคุณครูให้นักเรียนทุกคนเข้าห้องสอบ ข้าวโพดนั่งประจำที่ด้วยความมั่นใจเป็นพิเศษ พลางล้วงหาก้อนหินวิเศษในกระเป๋ากางเกง แต่ก้อนหินไม่อยู่กับเขาแล้ว ข้าวโพดตกใจและขาดความมั่นใจไปในทันที แต่เมื่อคุณครูนำข้อสอบมาแจก ข้าวโพดกลับสามารถทำข้อสอบได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องพึ่งก้อนหินวิเศษแต่อย่างใด จากที่เคยกังวลว่าจะทำข้อสอบไม่ได้ เพราะไม่มีก้อนหินวิเศษก็เปลี่ยนเป็นความสนุกสนานในการทำข้อสอบ

ผล สอบในครั้งนั้นข้าวโพดมีคะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง และได้เป็นตัวแทนโรงเรีนไปตอบปัญหาวิทยาศาสตร์จนได้รางวัลชนะเลิศ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน โดยที่ไม่มีก้อนหินวิเศษคอยช่วยเหลือแต่อย่างใด

คืน หนึ่งข้าวโพดฝันเห็นเด็กชายแปลกหน้า ในฝัน ข้าวโพดบอกเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนใหม่ฟัง ทันใดนั้นเด็กชายแปลกหน้าก็กลายร่างเป็นนางฟ้าแสนสวย นางฟ้าบอกกับข้าวโพดว่า

"เธอ ไม่ต้องมีของวิเศษอะไรหรอกจ้ะ เพราะการที่เธอเป็นเด็กขยัน ชอบขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ปล่อยเวลาว่างให้เปล่าประโยชน์นั้น มีค่ากว่าของวิเศษใดๆ ขอให้เธอจงยึดมั่นในสิ่งต่างๆเหล่านี้ตลอดไป แล้วเธอจะมีชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า ... ลาก่อนจ้ะ" พูดจบนางฟ้าก็หายตัวไป

ตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา ข้าวโพดไม่เคยอยากได้ของวิเศษใดๆ เพราะรู้แล้วว่า .. ความเอาใจใส่ในการเรียน และ หาความรู้คือของวิเศษที่แท้จริง


วัย เด็กเป็นวัยสำคัญสำหรับการวางรากฐานเพื่อความสำเร็จ ความเจริญและความสุขในชีวิต เยาวชนจึงต้องไม่ปล่อยให้ผ่านไปเปล่า โดยมิได้ขวนขวายหาความรู้และความดีใส่ตัว เพราะการกระทำเช่นนั้น เป็นการทำลายตนเอง ทำลายส่วนรวมโดยแท้

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันที่ 19 ธันวาคม พุทธศักราช 2518

พระบรมราโชวาท พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือ วันเด็ก พ.ศ. 2519


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต 
ที่มา หนังสือ นิทาน "ทำดี ตามคำพ่อ" โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม และ สบธ.

สมบัติของคุณปู่



ปิดเทอมหน้าร้อนปีนี้ เพชร พลอย และแพร สามพี่น้องต้องมาพักอยู่กับคุณปู่และคุณย่าที่อำเภอเล็กๆ ทางภาคเหนือ เนื่องจากคุณพ่อของพวกเขาไม่สบายต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ส่วนคุณแม่ก็ต้องทำงานในตอนกลางวัน และ ไปเฝ้าคุณพ่อในตอนกลางคืน จึงไม่มีเวลามาดูแลพวกเขา

บ้านของคุณปู่ คุณย่า เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ที่มีห้องหับมากมาย คุณปู่พาเด็กๆสำรวจห้องต่างๆ จนกระทั่งถึงห้องหนึ่ง คุณปู่บอกว่า "นี่เป็นห้องสมบัติที่มีค่าของปู่"

เด็ก ทั้งสามได้ยินดังนั้นก็จินตนาการกันไปว่า ในห้องนี้คงจะเต็มไปด้วยสมบัติ ประเภทแก้วแหวนเงินทอง แต่เมื่อคุณปู่ดึงประตูห้องให้เปิดอ้าออก สิ่งที่ เพชร พลอย และ แพร เห็นก็คือ หนังสือ หนังสือ และหนังสือ ห้องนี้เต็มไปด้วยหนังสือมากมายหลายชนิดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบจรด เพดานพื้นห้อง

"โอ้โห ! มีแต่หนังสือเต็มไปหมดเลย" พลอยอุทานด้วยความตื่นเต้น

"หลานอยากอ่านหนังสือเล่มไหน ก็เอาไปอ่านได้เลยนะ เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็เอามาคืนที่เดิมด้วยล่ะ" จากนั้นคุณปู่ก็พาไปยังห้องอื่นๆ

เมื่อ สำรวจบ้านคุณปู่ครบทุกห้องแล้ว เพชรก็ชวนน้องทั้งสองไปเดินสำรวจรอบๆหมู่บ้าน แต่พลอยติดใจหนังสือในห้องคุณปู่ จึงขออ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน พลอยชอบอ่านหนังสือมาก เธออ่านหนังสือทุกประเภท เพราะนอกจากจะสนุกไปกับเรื่องราวต่างๆแล้ว เธอยังได้รับความรู้อีกมากมาย

ตั้งแต่ มาอยู่บ้านคุณปู่ พลอยก็ได้อ่นหนังสือเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก พลอยชวนพี่เพชร กับ น้องแพรมาอ่านหนังสือด้วยกัน แต่ทั้งสองอยากไปเดินเล่นมากกว่า

พลอยจึงไม่คะยั้นคะยออีก ขณะที่พลอยอ่านหนังสือเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงน้องแพรร้องตะโกนว่า
"ช่วยด้วย พี่เพชรโดนผึ้งต่อย .. ช่วยด้วยค่ะ"

พลอย จึงรีบวิ่งออกไปตามเสียงของน้องแพร และเห็นพี่เพชรนอนร้องโอดโอยอยู่ เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าตามใบหน้า และ แขนมีจุดสีแดงๆที่เกิดจากการถูกผึ้งต่อย และ เจ้าจุดที่ว่านี้ก็เริ่มบวมมากขึ้นทุกที

"ทำไมพี่เพชรถึงโดนผึ้งต่อยได้ล่ะ" พลอยถามน้องแพรที่ยืนร้องไห้เพราะสงสารพี่ชาย

"ก็พี่เพชรจะเก็บดอกไม้ไปฝากพี่พลอย ก็เลยถูกผึ้งต่อยเอาน่ะสิ"

"โถ น่าสงสารจัง พี่เพชรอดทนหน่อยนะ เดี๋ยวพลอยวิ่งไปเอากล่องยาที่บ้านก่อน"

สักพักพลอยก็วิ่งกลับมาพร้อมกล่องยาและกุญแจ พลอยเห็นแพรทำหน้าสงสัยจึงอธิบายให้น้องสาวฟังว่า
"กุญแจ นี้ เอาไว้กดเหล็กไนของผึ้ง เพราะพิษของผึ้งอยู่ที่เหล็กไน จึงต้องเอาเหล็กไนออกจากบริเวณที่โดนต่อยอย่างเร็วที่สุด โดยใช้กุญแจที่มีรูตรงปลายครอบจุดที่ถูกต่อย แล้วกดลงให้เหล็กไนโผล่ ค่อยๆจับเหล็กไนทางปลายแล้วดึงออก อย่าพยายามแคะ เพราะเหล็กไนอาจหักฝังคาอยู่ในเนื้อได้ พอเอาเหล็กไนออกมาได้แล้ว ค่อยทายาหรือประคบด้วยน้ำแข็ง เมื่อวานพี่อ่านหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้พอดีน่ะ"

"เหรอ ดีจังเลยนะ หนังสือที่มีประโยชน์จริงๆ ถ้าเราไม่รู้วิธีการปฐมพยาบาลคนที่ถูกผึ้งต่อย พี่เพชรคงต้องแย่แน่ๆเลย พรุ่งนี้แพรไปอ่านหนังสือกับพี่พลอยดีกว่า"

"พี่อ่านด้วย" เพชรพูดขึ้นหลังจากที่อาการปวดทุเลาลงแล้ว

คุณย่าได้ยินเสียงของแพรก็เลยเรียกคุณปู่ออกมาดู

คุณปู่บอกว่า "ปู่ ดีใจที่หลานสามารถแก้ปัญหาและช่วยเหลือผู้อื่นได้ เห็นไหมล่ะว่าหนังสือเป็นคลังความรู้ที่มีค่า หากเรารู้จักเลือกอ่านหนังสือที่ดีมีประโยชน์และนำความรู้มาใช้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้เหมือนอย่างพลอยนี่แหละ"

คุณย่าซึ่งได้ฟังคุณปู่พูดอยู่ใกล้ๆ ก็ยื่นสมุดเล่มเล็กๆให้หลานๆ พลางบอกว่า
"นี่ จ้ะหลานๆ สมุดบันทึกนี้ย่าให้ไว้เก็บสมบัติของคุณปู่ นอกเหนือจากที่จดจำ .. เมื่ออ่านพบสิ่งใดที่ดีมีประโยชน์ ก็บันทึกไว้ เผื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในภายหน้านะ"

ใกล้จะถึงวันเปิดเทอม เด็กทั้งสามก็ได้รับข่าวดีจากคุณแม่ว่า คุณพ่อหายป่วยแล้วและจะมารับกลับบ้าน

เมื่อ กลับมาบ้าน คุณแม่ก็สังเกตเห็นว่า เพชรและแพรเปลี่ยนไปมาก เมื่อไหร่ที่มีเวลาว่าง สามพี่น้องจะหาหนังสือมานั่งอ่านด้วยกัน แถมยังคอยบันทึกสิ่งต่างๆใส่สมุดเล่มเล็ก จึงโทรไปถามคุณปู่ 
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ เกิดอะไรขึ้นกับเด็กๆคะ ตั้งแต่กลับมาจากบ้านคุณพ่อ ลูกๆของพิม ก็กลายเป็นหนอนหนังสือไปทั้งสามคนเลย"

คุณปู่หัวเราะ หึหึ แล้วพูดว่า "เป็นอย่างนั้นเหรอ อาจเป็นเพราะสมบัติที่พ่อยกให้พวกเด็กๆก็ได้นะ"

"สมบัติอะไรหรือคะ" คุณแม่ถามด้วยความสงสัย

"พิมไปถามลูกๆเองก็แล้วกัน คราวหน้าถ้าพิมมาพ่อจะให้พิมดูสมบัติของพ่อ ว่างๆก็พาเด็กๆมาเที่ยวอีกนะ"

เปิด เทอมใหม่ เพชร พลอย และ แพรต่างก็ตั้งใจเรียนอย่างขยันขันแข็ง หากมีเวลาว่างพวกเขาก็จะอ่านหนังสือ ทั้งหนังสือเรียนและหนังสืออื่นๆ เมื่อผลการสอบของเทอมแรกออกมา ปรากฏว่าสามพี่น้องมีผลการเรียนที่ดีขึ้นมาก คุณพ่อคุณแม่ จึงให้รางวัลด้วยการพาสามพี่น้องไปเที่ยวทะเล และหนังสือที่เด็กๆอยากได้อีกคนละ 1 ชุด


"... หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมาทำมาคิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้"

พระ บรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน 2515


ที่มา หนังสือ นิทาน "ทำดี ตามคำพ่อ" โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม และ สบธ.

คนกล้าคนใหม่



ณ. โรงเรียนแสนสุขวิทยา คุณครูนิภากำลังมอบหมายให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ค้นคว้าข้อมูลด้วยตัวเองในห้องสมุด

"วันนี้ ครูจะให้นักเรียนแต่ละคนจำแนกประเภทของสัตว์ต่างๆ คือ สัตว์ปีก สัตว์นำ สัตว์บก และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำนะจ๊ะ อ้อ ... อย่าลืมค้นคว้าข้อมูลในหนังสือให้ดี และก็ตรวจทานให้ละเอียดรอบคอบล่ะ ถ้าใครทำได้ดีครูจะมีรางวัลให้" ครูนิภากล่าวก่อนเดินจากไป

"ค่ะคุณครู" "ครับคุณครู" เด็กๆขานรับอย่างพร้อมเพรียงกัน

เมื่อคล้อยหลังครู

"นี่ลูกแก้ว เธอทำได้กี่ข้อแล้ว"ต้นกล้า เด็กชายจอมแก่นประจำห้องเอ่ยถาม

"ฉันทำได้สองข้อแล้วล่ะ" เด็กชายลูกแก้วตอบพร้อมกับพลิกอ่านข้อมูลจากหนังสือเล่มโตด้วยความกระตือร้อร้นที่จะค้นหาคำตอบ

"โธ่ .. เธอนี่ชักช้าจริงๆ สู้ฉันก็ไม่ได้ ทำใกล้จะเสร็จแล้ว จะได้ไปวิ่งเล่นซะที"

"โอ้โฮ ทำไมเธอเก่งจัง เธอรู้จักสัตว์ทุกชนิดเลยหรอ" ลูกแก้วชื่นชมต้นกล้า

"อือ .. ก็ทำนองนั้นแหละ แต่บางอย่างฉันก็ไม่รู้หรอก เดาๆเอาน่ะ รับรองฉันเดาถูกหมด เฮ้ย! ไม่ใช่ ตอบถูกหมดแน่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" พูดจบต้นกล้าก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานด้วยความรีบเร่งเพื่อจะได้เสร็จไวๆ

"อืม กบเหรอฉันเคยเห็นตอนมันอยู่บนบก ตอนอยู่ในน้ำไม่ยักเคยเห็นซักที มันต้องเป็นสัตว์บกแน่ๆ แล้วพระยูนมันเป็นยังไงนะ เป็นสัตว์ปีกแล้วกัน เพราะสัตว์ปีกไม่ค่อยมี ฮิ ฮิ ฮิ" ต้นกล้าพึมพำคนเดียว

"ไชโย ... เสร็จแล้ว ลันลันลา" ต้นกล้านำแบบฝึกหัดไปส่งที่โต๊ะครูก่อนใครเพื่อน เสร็จแล้วก็เที่ยวหยอกล้อคนนั้นคนนี้ แต่เมื่อเห็นเพื่อนทุกคนล้วนตั้งหน้าตั้งตาค้นคว้า ก็รู้สึกเบื่อ เลยหยิบหนังสือการ์ตูนในกระเป๋ามาอ่านเล่น แล้วก็เลอหลับไป ขณะที่ลูกแก้วกำลังขะมักเขม้นทำงานอย่างรอบคอบ

"นี่ไง หนังสือเล่มนี้มีเรื่องของกบ .. กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ แล้วพะยูนเป็นสัตว์น้ำและอาศัยอยู่ในทะเล" ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ลูกแก้วจึงทำแบบฝึกหัดเสร็จ

เมื่อคุณครูนิภากลับมาตรวจแบบฝึกหัดของนักเรียน ...

"คนที่ได้คะแนนสูงสุดก็คือ ... เด็กชายลูกแก้ว นักเรียนปรบมือให้เพื่อนด้วยจ้ะ" ครูนิภาชื่นชมลูกแก้ว เพื่อนๆต่างก็ปรบมือเกรียวกราว

"ทุกคนทำได้ดีมากจ้ะ ครูจะให้รางวัลโดยการให้ไปเล่นที่สนามเด็กเล่นได้" ครูนิภาบอกกับเด็กๆ

"ไชโย" ต้นกล้ากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เพราะ อยากไปเล่นนอกห้องเรียนใจจะขาด

"ทุกคน ... ยกเว้น เด็กชายต้นกล้า" ครูนิภาว่า

"ทำไมล่ะครับคุณครู" ต้นกล้าถาครูนิภาดว้ยสีหน้าฉงนระคนผิดหวัง

"ก็เพราะว่าเธอทำงานที่ครูสั่งผิดเกือบหมดเลยน่ะสิ เพราะฉะนั้นเธอจะต้องทำแบบฝึกหัดใหม่ทั้งหมดและทำให้ถูกต้องด้วย เข้าใจไหมจ้ะ" ครูนิภาบอกกับต้นกล้า

"ครับผม" ต้นกล้าจำใจยอมรับอย่างเศร้าๆ ในใจแอบอิจฉาลูกแก้วกับเพื่อนๆที่ได้วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นอย่างสนุกสนาน

จน กระทั่งถึงเวลาเลิกเรียน เด็กๆทุกคนต่างเก็บกระเป๋ากลับบ้านกันแล้ว แต่ต้นกล้ายังง่วนอยู่กับการทำแบบฝึกหัดด้วยความกังวล เพราะ อยากจะกลับบ้านแล้วเช่นกัน

"นี่หนังสือของฉัน ฉันให้เธอยืม" ลูกแก้วกล่าวพร้อมยื่นหนังสือให้กับต้นกล้า แล้วพูดต่อว่า

"หนังสือเล่มนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ชนิดต่างๆ เยอะแยะเลย เธออย่าลืมเปิดดูนะ ฉันไปล่ะ" พูดจบ ลูกแก้วก็เดินจากไป

ต้น กล้ารับหนังสือไว้ด้วยความตื้นตันใจ พร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนที่มีน้ำใจ พลางพลิกดูข้อมูลในหนังสือ ในที่สุดต้นกล้าก็ทำแบบฝึกหัดเสร็จ และนำไปส่งครูนิภาที่ห้องพักครู

คราวนี้ครูนิภากล่าวชมต้นกล้าที่ทำงานเป็นระเบียบและสามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง

"อืม ... ดีมากต้นกล้า คราวนี้เธอตอบคำถามได้ถูกหมดทุกข้อเลยนะ ถ้ารู้จักขวนขวาย .. หมั่นเสาะแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ไม่อยู่นิ่ง ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ สนใจค้นคว้าข้อมูลและทำงานให้เป็นระเบียบตั้งแต่แรก ป่านนี้ก็คงได้กลับบ้านไปแล้วล่ะ แต่ไม่เป็นไร ถือว่าเธอได้แก้ไขตัวเองแล้วในวันนี้ วันต่อไป ก็ขอให้ตั้งใจอย่างนี้นะจ๊ะ"

"ครับคุณครู" ต้นกล้ารู้สึกดีใจที่ได้รับคำชมจากครูนิภา และตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะต้องขอบคุณลูกแก้วที่ให้ยืมหนังสือ และจะตั้งใจเรียนเหมือนลูกแก้วด้วย

หลัง จากวันนั้น ต้นกล้าก็ปรับปรุงตัวเองใหม่ ใส่ใจและรอบคอบกับงานที่ครูมอบหมายให้ทำทุกครั้ง แถมยังทำงานอย่างมีระเบียบวินัย ทำให้ต้นกล้ามีผลการเรียนที่ดี และเป็นที่รักของเพื่อนๆ



เด็ก ควรขวนขวายหาวิชา พร้อมทั้งฝึกความเป็นระเบียบ รู้เหตุ รู้ผลให้แก่ตัว เพราะวิชาและความเป็นระเบียบนั้นจะช่วยให้คิดถูก ทำถูก พูดถูก จะทำให้คนมีอิสรภาพแท้อย่างเต็มเปี่ยม ในวันข้างหน้า

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2517

พระบรมราโชวาท พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือ วันเด็ก พศ 2517

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต 
ที่มา หนังสือ นิทาน "ทำดี ตามคำพ่อ" โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม และ สบธ.

เมืองมีระเบียบ


ที่เมืองมีระเบียบ ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ต้นไม้ปลูกเป็นแถว เป็นแนวอย่างสวยงาม ถนนหนทางก็ดูสะอาดตา ไร้ขยะ เด็กๆทุกคนถูกสอนว่าหลังกลับจากโรงเรียน ต้องเก็บอุปกรณ์การเรียน ทั้งสมุด ปากกา ดินสอ ตำราเรียนของตนเองให้เป็นที่เป็นทาง เป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อจะทำการบ้านจะได้หยิบฉวยมาทำได้โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหา รวมทั้งหัดแบ่งเวลาให้เป็นระเบียบ กล่าวคือ เวลาเรียน เวลาเล่น เวลาทำการบ้าน เวลาอ่านหนังสือ และ เวลาพักผ่อน ซึ่งถือเป็นการหัดให้มีความรับผิดชอบ เป็นคนที่สามารถจัดระเบียบชีวิตของตนเองในแต่ละวันด้วย

เด็กๆทุกคนฝึกปฏิบัติการ "จัดระเบียบ" จึงทำการบ้านเสร็จอย่างรวดเร็วและถูกต้อง มีเวลาเหลือสำหรับทบทวนบทเรียน อีกทั้งการบ้านก็ไม่คั่งค้าง ได้เข้านอนแต่หัวค่ำ และตื่นเช้าไปโรงเรียนในวันถัดไป

แล้ววันหนึ่งเจ้าเมืองมีระเบียบได้เรียกเด็กๆในเมืองมาประชุมพร้อมกัน
"เด็กๆ ทุกคนฟังให้ดี ตอนนี้เมืองของเราเกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อย แต่เด็กๆไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าเราช่วยกันยึดมั่นในความเป็นระเบียบ เมืองของเราก็จะผ่านพ้นปัญหานี้ไปได้" เจ้าเมืองระเบียบบอกกับเด็กๆ

เด็กๆทุกคนต่างอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงพูดคุยกันเสียงอื้ออึงกันไปหมด

'แผ่นดิน' เด็กจอมซนประจำเมือง จึงถามเจ้าเมืองด้วยความสงสัย "มีปัญหาอะไรเหรอครับท่านเจ้าเมือง ท่านช่วยบอกให้พวกเราทราบทีเถอะ เราจะได้ช่วยกันแก้ไข"

เจ้าเมืองมีระเบียบได้ฟังดังนั้นจึงตอบไปว่า "ใช่สินะ เด็กๆอย่างพวกเจ้าควรจะรู้เอาไว้ เพราะเป้าหมายของมันก็คือพวกเจ้า" เจ้าเมืองอธิบายต่อว่า "ทุกๆร้อยปี เจ้าปีศาจไร้ระเบียบจะออกอาละวาดโดยจะทำให้เด็กในเมืองของเราซึมซับความไร้ ระเบียบจากมัน และในที่สุดเด็กผู้นั้นก็จะกลายเป็นพลเมืองไร้ระเบียบ และถูกพาตัวไปที่เมืองไร้ระเบียบ ไม่ได้กลับมาอีก และบัดนี้กาลเวลาก็เวียนมาครบร้อยปีแล้ว เราจึงออกมาเตือนเด็กๆทุกคนด้วยความเป็นห่วง"

เจ้า เมืองบอกถึงวิธีการป้องกันตนเองจากปีศาจไร้ระเบียบ นั่นก็คือ เด็กๆทุกคนจะต้องยึดมั่นในแนวทางของเมืง คือ จัดบ้านให้เป็นระเบียบ จัดเครื่องเขียนแบบเรียนให้เป็นที่เป็นทาง เป็นระเบียบเรียบร้อย และที่สำคัญ ห้ามทิ้งของใช้ส่วนตัวเกะกะ เพราะไม่อย่างนั้น เจ้าปีศาจไร้ระเบียบจะมาหาเด็กๆถึงบ้าน

แต่สำหรับเด็กชายแผ่นดินซึ่งมีนิสัยซุกซน กลับเกิดนึกสนุกอยากไปท่องเมืองไร้ระเบียบดูสักครั้ง

เมื่อ กลับถึงบ้าน เขาจึงรื้อของออกจากกระเป๋านักเรียนก่อนจะออกไปวิ่งล่น โดยที่เจ้าปีศาจไร้ระเบียบได้ซ่อนตัวเฝ้ามองอยู่ เมื่อเห็นดังนั้นจึงหัวเราะชอบใจ แล้วเข้ามากระซิบว่า

"แผ่นดิน .. ไปเป็นพลเมืองไร้ระเบียบกันเถอะ เมืองของเราสนุกนะ" พูดจบ มันก็หัวเราะเสียงดัง ทำให้แผ่นดินนึกสนุกตามไปด้วย ทั้งยังยั่วเย้าให้แผ่นดินเล่นต่อไปจนลืมเวลา ลืมว่าเอาอุปกรณ์การเรียนไว้ที่ใบ้าง คืนนั้นแผ่นดินหลับไปโดยไม่ได้ทำการบ้าน

ครั้น เมื่อตื่นขึ้น แผ่นดินมองไปรอบตัว เห็นข้าวของรกรุงรัง ทุกอย่างกระจัดกระจาย ไร้ระเบียบ จาน ชาม ช้อนที่ควรจะอยู่ในห้องครัว กลับมาอยู่ในห้องนอนของเขา อุปกรณ์ทำสวนวางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะหนังสือ

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขอต้อนรับสู่เมืองไร้ระเบียบ" เสียงหนึ่งดังมาจากประตู "ก่อนที่เธอจะได้เป็นพลเมืองไร้ระเบียบอย่างเต็มตัว เธอจะต้องผ่านการทดสอบและฝึกที่จะอยู่กับความไร้ระเบียบให้ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ปีศาจไร้ระเบียบบอกกับแผ่นดินก่อนเดินจากไป

แผ่น ดินได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกหวาดกลัว นี่หรือเมืองไร้ระเบียบที่เจ้าเมืองระเบียบเคยบอก ท้องฟ้าสีหม่นๆ ทุกอย่างดูระเกะระกะ รถราวิ่งขวักไขว่ไร้ระเบียบ เด็กนักเรียนแต่งตัวมอมแมม หน้าตาหม่นหมอง รื้อหาข้าวของอุปกรณ์การเรียนให้วุ่นวาย สายโด่งแล้วยังไม่ได้ไปโรงเรียนเสียที

"ช่วยด้วยๆ ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว" แผ่นดินร้องตะโกน แล้วก็นึกถึงคำของเจ้าเมืองมีระเบียบที่บอกว่า "สิ่งที่สามารถป้องกันเด็กๆจากเจ้าปีศาจได้คือความ มีระเบียบ " นึก ได้ดังนั้น แผ่นดินจึงรีบจัดข้าวของในบ้านให้เป็นระเบียบ เรียบร้อย จาน ชาม ช้อน กลับไปอยู่ที่ห้องครัว อุปกรณ์ทำสวนไปอยู่ในที่ของมัน เครื่องเขียนแบบเรียนกลับมาอยู่ที่โต๊ะทำการบ้าน ไม่นานทุกอย่างก็สะอาดเอี่ยม น่าอยู่และมีระเบียบขึ้นทันตา

ทันใดนั้น แสงสว่างก็ปกคลุมเมืองไร้ระเบียบ ผู้คนที่เคยเศร้าหมองก็หน้าตาสดใสขึ้น ความไร้ระเบียบหายไปหมดสิ้น

"ขอต้อนรับทุกคนกลับบ้าน" เสียงเจ้าเมืองมีระเบียบดังกึกก้อง "เป็นอย่างไรบ้างแผ่นดิน ได้ไปเที่ยวเมืองไร้ระเบียบมา สนุกมั้ย อยากกลับไปอีกหรือเปล่า"

แผ่นดินรีบตอบเจ้าเมืองทันทีว่า "ผมไม่อยากไปอีกแล้ว เข็ดแล้วครับ"

"ดี แล้วล่ะ แม้ว่าสิ่งที่เธอทำไปนั้นจะเกิดจากความนึกสนุกซุกซน แต่ก็ต้องขอชมเธอที่รู้ตัว แล้วใช้ความมีระเบียบต่อสู้กับปีศาจไร้ระเบียบ จนสามารถกลับมาบ้านได้สำเร็จ ทั้งยังพาพลเมืองคนอื่นๆที่เคยถูกสาปกลับมาได้อีกด้วย"

แผ่นดินอมยิ้มด้วยความภูมิใจ

"จำไว้นะ คนที่มีระเบียบ ก็เพราะใจเขามีระเบียบ เมื่อใจเขามีระเบียบ เขาก็จะรู้ตัว จัดสิ่งของต่างๆ รอบตัวเขาให้มีระเบียบ" เจ้าเมืองมีระเบียบย้ำกับเด็กๆ

ตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา ทุกคนก็อาศัยอยู่ในเมืองมีระเบียบอย่างมีความสุข ส่วนแผ่นดินก็ยึดมั่นในระเบียบวินัยของเมืองเป็นอย่างดี สิ่งนี้เองทำให้แผ่นดินโตขึ้นเป็นพลเมืองมีระเบียบ และ ประสบความสำเร็จในการเรียนและหน้าที่การงานดีในอนาคตด้วย


เด็กๆ ทำอะไรต้องหัดให้รู้ตัว การรู้ตัวอยู่เสมอจะทำให้เป็นคนมีระเบียบ และคนที่มีระเบียบดีแล้ว จะสามารถเล่าเรียนและทำการงานต่างๆได้โดยถูกต้อง รวดเร็ว จะเป็นคนที่จะสรางความสำเร็จและความเจริญให้แก่ตนเอง แก่ส่วนรวม ในอนาคตได้อย่างแน่นอน

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2520

พระบรมราโชวาท พระราชทานลงพิมพ์ในหนังสือ "วันเด็ก" ประจำปี 2521

สุนัขในรางหญ้า



ณ.คอกวัวของชายคนหนึ่ง เขาเลี้ยงวัวด้วยหญ้าเป็นประจำ เพื่อนำผลิตภัณฑ์จากวัวไปขาย

ณ. รางหญ้าของเจ้าวัว วันหนึ่งมีเจ้าหมาจอมอิจฉาตัวหนึ่งต้องการงีบหลับกระโดดขึ้นไปนอนอยู่บนนั้น

"อ้าว..เจ้าหมามานอนทำอะไรอยู่" เจ้าวัวพูดกับเจ้าหมาด้วยความงุนงง

"หลบไปนะ ข้าจะกินอาหารของข้าแล้ว" เจ้าวัวตะโกนไล่เจ้าหมาให้ออกไปจากกองหญ้า

"ข้าจะนอนขวางเจ้าอยู่ตรงนี้แหละ เจ้าไม่ได้กินหญ้านี้หรอก" เจ้าหมาตอบอย่างไร้เยื่อใย

"ทำไมเจ้าต้องทำแบบนี้ด้วย" เจ้าวัวถาม

เจ้าหมาตอบด้วยท่าทีกวนๆว่า "ก็เพราะข้ากินหญ้านี่ไม่ได้ ใครหน้าไหนก็อย่าหวังได้กินเลย"

เจ้าวัวรู้สึกโมโหมาก แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเจ้าหมาจอมกวนนั่น แล้วก็เดินจากไปด้วยความหิวโหย


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนพาลมักชอบอิจฉาผู้อื่น และขัดขวางคนอื่น แม้ว่าตนจะหาประโยชน์จากของสิ่งนั้ไม่ได้

นายพรานกับงูพิษ




ในช่วงบ่ายในวันที่อากาศสบายๆ นายพรานคนหนึ่งตั้งใจจะมาล่านกอยู่กลางป่า เมื่อเขาเห็นนกแก้วตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากเขาสักเท่าไร

เมื่อนายพรานเห็นนกแก้วเข้า เขาก็โก่งคันไม้ หวังเพื่อจะยิงเข้าที่นกแก้ว โดยไม่ได้สนใจอะไรใดๆทั้งสิ้น

"เจ้านกเอ๋ย วันนี้เจ้าเสร็จข้าแน่ๆละ"

ขณะที่นายพรานกำลังกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจนั้น เขาก็มิได้สนใจว่ากำลังจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับเขา

ทันใดนั้นเอง นายพรานก็เหยียบเข้าที่หางของเจ้างูพิษ งูพิษจึงตกใจ ฉกข้อเท้าของเขาเข้าอย่างจัง

"โธ่เอ๋ย ทำไมข้าถึงโชคร้ายอย่างนี้ ไม่ได้ทั้งนกแก้ว แล้วยังต้องมาเจ็บตัวอีก"

นายพรานบ่นกับตัวเอง


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้ที่มุ่งประสงค์ร้ายคนอื่น มักจะขาดสติระวังภัยให้กับตน

หนูคิดปราบแมว




นหนึ่งบรรดาหนูทั้งหลายได้นัดประชุมพร้อมกันที่ใต้ถุนบ้านหลังใหญ่ที่มีเจ้าแมวเกเรอาศัยอยู่ 

 พวกหนูทั้งหลายประชุมวางแผนกันว่าจะหาวิธีปราบเจ้าแมวที่คอยมาไล่ล่าเอาชีวิตพวกมันอยู่ทุกวันอย่างไรดี 

"ข้ารู้แล้ว ว่าพวกเราควรกำจัดเจ้าแมวนั้นอย่างไร" เจ้าหนูหนุ่มตัวหนึ่งลุกขึ้นพูดอย่างกล้าหาญ 

"แล้วพวกเราจะทำยังไงล่ะ" หัวหน้าหนูถาม 

 "พวกเราก็แค่เอากระดิ่งไปติดไว้กับที่คอเจ้าแมว เวลามันเดินจะได้ส่งเสียงให้รู้ตัวไง" เจ้าหนูหนุ่มตอบ 

เหล่าบรรดาหนูที่ประชุมทุกตัวก็ชื่นชมในความคิดที่ปราดเปรื่องของเจ้าหนูหนุ่มตัวนั้น 

"ว่าแต่ใครจะเอากระดิ่งไปให้เจ้าแมวล่ะ" หนูตัวหนึ่งถามขึ้น 

 หนูทุกตัวไม่มีใครอาสาสักตัวรวมทั้งหนูผู้เสนอความคิดด้วย 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 
การคิดเป็นเรื่องง่าย แต่จะลงมือทำนั้นยากกว่า

สุนัขจิ้งจอกในดงหนาม




ในเช้าวันที่อากาศแจ่มใส นายพรานคนหนึ่งออกล่าสุนัขจิ้งจอกจอมเกเรในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง

เจ้าสุนัขจิ้งจอกวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต จนไปถึงพุ่มไม้หนึ่ง มันกระโดดเข้าไปหลบจนพ้นจากสายตาของนายพรานได้

"โอ๊ย.....โอ๊ย เจ็บเหลือเกิน " เจ้าสุนัขจิ้งจอกร้องด้วยความเจ็บ เพราะในพุ่มไม้ที่มันกระโดดเข้าไปหลบภัยเมื่อครู่นี้ เต็มไปด้วยหนามแหลมคมทั้งนั้น ทำให้เจ้าสุนัขจิ้งจอกเกิดรอยแผลหลายแห่งเลยทีเดียว

"หยุดร้องครวญครางสักทีเถอะ อย่างน้อยเจ้าก็คิดเสียว่าเป็นแผล เดี๋ยวก็หาย ซึ่งดีกว่าที่เจ้าจะต้องเสียชีวิตไปน่ะ "  พุ่มไม้หนามบอกสุนัขเจ้าจิ้งจอก


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 
ไม่ควรครวญครางในปัญหาเล็กๆน้อยๆ ที่จะได้มาซึ่งประโยชน์มหาศาล


ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา

แมวเป็นเพื่อนกับเสือ­




ณ.หมู่ บ้านใกล้ชายป่าแห่งนี้ มีครอบครัวที่เจ้าของเลี้ยงแมวที่มีลักษณะนิสัยขี้อ้อน ชอบส่งเสียงเวลาเจ้าของกลับมาถึงบ้าน แต่แล้วเจ้าแมวตัวนี้เกิดซนวิ่งออกนอกบ้าน พลัดหลงเข้าไปในป่าใหญ่ หาทางกลับมาที่บ้านไม่เจอ

แมวตัวนี้ก็เดินทางไปเรื่อยๆ หวังว่าจะพบทางออก มิได้ประสบกับอันตรายใดๆเลย อีกทั้งยังได้พบเข้ากับเสือผู้ใจดี 

"อ้าว... เจ้าเหมียว เจ้าเข้ามาทำอะไรที่นี่ มันอันตรายนะ แต่หากเจ้าไม่มีที่ไปจริงๆแล้วล่ะก็ เจ้าก็มาอยู่กับข้าทีนี่ก็ได้นะ" แม่เสือเอ่ยปากถามเจ้าแมวเหมียว 

 แมว เหมียวขี้อ้อนเมื่อหมดหนทางไป จึงตัดสินใจอาศัยอยู่กับแม่เสือ เติบโตมาพร้อมกับลูกเสือ เป็นทั้งเพื่อนเล่น และ เพื่อนที่คอยล่าสัตว์ด้วยเสมอ 

เมื่อเวลาผ่านไป .. จากเจ้าแมวที่เคยขี้อ้อน ได้กลับกลายเป็นแมวป่าที่แสนจะดุร้ายเลยทีเดียว 

 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราแปรเปลี่ยนไปได้ตามสภาพแวดล้อมและวิธีการเลี้ยงดู 

ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา

แม่ไก่โชคร้าย



ที่ฟาร์มไก่หน้าบ้านของชาวนายากจนคน หนึ่ง แม่ไก่กกไข่ได้วันละฟอง และดูแลฟูมฟักทะนุถนอม ไม่ยอมให้อันตรายใดๆเข้าใกล้ลูกไก่ของมันแม้แต่น้อย

วัน หนึ่งเจ้าแม่ไก่ก็ได้ฟักไข่ลูกเจี๊ยบออกมาลืมตาดูโลก แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเจ้าลูกเจี๊ยบ ทำให้มันชอบเดินแยกตัวออกจากกลุ่มครอบครัวไก่ ไปสำรวจเส้นทางอื่นเสมอ

"เจ้าจะไปไหนน่ะ เจ้าลูกไก่" แมว ตะโกนร้องถาม ลูกไก่รู้สึกตกใจกลัวมาก จึงพยายามวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ทว่า มันก็ไม่สามารถหนีพ้นเงื้อมมือของเจ้าแมวเหมียวได้ ถูกตะครุบจับกินทันที

แม่ ไก่ยังไม่รู้ตัวเลยว่า ลูกไก่ของมันหายไป เมื่อมันกลับมาที่ฟาร์มไก่แล้ว ลองนับสมาชิกในครอบครัวดู พบว่า มีลูกเจี๊ยบที่เพิ่งฟักออกมาหายไป จึงสันนิษฐานว่า ถูกเจ้าแมวตัวแสบของเจ้าของฟาร์มกินเป็นแน่แท้ มันจึงโมโห วางแผนบุกเข้าไปเพื่อชำระแค้นเจ้าแมว แต่ระหว่างทางนั่นเอง แม่ไก่ไม่รู้เลยว่า แมวตัวแสบกำลังดักรอให้แม่ไก่เดินออกไป แล้วจับกินลูกไก่ทั้งหมด เมื่อแม่ไก่กลับมา ก็พบแต่เพียงความว่างเปล่า


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เมื่อที่บ้านกำลังจะมีภัย ก็ควรจะเฝ้าระวังอยู่ที่บ้าน


ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา

หนูกับกบตัวแสบ



หนูตัวหนึ่งมีสหายรักเป็นเจ้ากบ วันหนึ่งเพื่อนกบได้มาเอ่ยปากชวนหนูไปเที่ยว

"นี่เจ้าหนู .. พรุ่งนี้ข้าเห็นว่าเจ้าว่าง สนใจไปเที่ยวกับข้าไหม"

"ไปไหนล่ะ" เจ้าหนูถาม

"เดี๋ยวก็รู้ บอกไปก่อนก็ไม่ตื่นเต้นน่ะสิ" เจ้ากบตอบ

"นี่ไง ข้าพาเจ้ามาเที่ยวบ้านที่ข้าอยู่" เจ้ากบหมายถึงบ่อน้ำแห่งหนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกล จากบ้านของเจ้าหนู 

จากนั้นเจ้ากบก็ได้ชวนหนูลงไปเล่นน้ำในบ่อด้วยกันอีกด้วย

"ไม่ไหวหรอก ข้าว่ายน้ำไม่เป็น" เจ้าหนูบอกกบเพื่อนรัก

"ไม่เป็นอันตรายอะไรหรอก มีข้าอยู่ ไม่ยอมปล่อยให้เจ้าเป็นอะไรแน่นอน"  เจ้ากบตอบ

เจ้า หนูไว้ใจกบจึงลงไปเล่นน้ำอย่างสบายใจ โดยเกาะหลังเจ้ากบเล่นอยู่ในสระ แต่แล้ว เจ้ากบก็คิดสนุก อยากหักหลังเพื่อนหนูขึ้นมา จึงทำทีดึงเจ้าหนูจมลงไปในน้ำ จนสุดท้ายเจ้าหนูเพื่อนของมันก็ตาย ตกเป็นอาหารของเจ้ากบจอมแสบ


นิทานเรื่องนี้สอนใจรู้ว่า
ควรรู้จักประมาณตนก่อนที่จะทำอะไรลงไป 


ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา

ใหญ่เฉพาะขนาด



ชายผู้หนึ่งตั้งใจจะปลูกบ้านหลังใหม่ แต่เขาก็ยังไม่อาจหาไม้ที่ดีที่สุดมาทำเป็นเสาเอกได้

"วันนี้ข้าจะไปหาไม้ขนาดใหญ่มาทำเสาเอกให้ได้"
ชายคนหนึ่งพูดกับภรรยาก่อนที่จะออกเดินทางเข้าไปตามหาท่อนไม้ดังกล่าวภายในป่าลึก

เขา เดินเข้าไปเรื่อยๆ จนลึกเข้าป่า จนเริ่มเหนื่อย แต่เขาก็ยังไม่พบว่ามีต้นไม้ที่ใหญ่พอตามที่เขาปรารถนาไว้ จนเขารู้สึกหมดแรง จึงตัดสินใจว่าถ้าเดินต่อไปอีก 300 เมตร แล้วยังไม่พบ เขาจะยอมแพ้ กลับบ้านมือเปล่าแล้ว

"โอ้ ต้นไม้อะไรกันนี่ ขนาดใหญ่จริงๆ" เขาพูดอย่างดีใจและตกใจเมื่อเขาพบกับต้นไม้ต้นหนึ่งที่เพียบพร้อมไปด้วย คุณสมบัติ เรื่องขนาดความใหญ่ ตามที่เขาต้องการ ขนาดคนโอบเป็นสิบก็ไม่มิด

เขา ตั้งใจจะขึ้นไปตัดกิ่งก้านของต้นไม้นี้ เพื่อนำมาทำเป็นเสาบ้าน แต่พอเงยหน้าขึ้นไปดู กลับพบว่า ต้นไม้ต้นนี้มีแต่กิ่งที่ดูไม่สมประกบ โค้งคดงอ คงไม่เหมาะแก่การนำมาทำเป็นเสาเป็นแน่

เมื่อเขาลองใช้ขวานฟัน เพื่อดูเนื้อไม้ ก็พบว่า ค่อนข้างเปราะบาง นำมาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย
"ดีแต่ใหญ่อย่างเดียว แต่หามีประโยชน์อันใดไม่"  ชายผู้นี้ได้แต่บ่นพึมพำด้วยความเสียดาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 
สิ่งที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารหาใช่สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดไม่

ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา

งูพิษกับนกอินทรี




กลาง ทุ่งหญ้าใหญ่แห่งหนึ่ง มีงูพิษตัวหนึ่งกำลังเลื้อยวนไปวนมาอยู่ ทันใดนั้นเองก็มีพญาอินทรีบินโฉบเฉี่ยวลงมาจากฟากฟ้า หวังว่าจะคาบงูตัวนี้กินเป็นอาหาร แต่งูพิษตัวนั้นฉลาดหลักแหลม รู้ทันว่ากำลังจะมีภัยมาถึงตัว มันจึงรัดรอบตัวนกอินทรีไว้ได้ก่อน

ในขณะที่ทั้งสองตัวต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่นั้นเอง ก็มีชาวนาคนหนึ่งได้เห็นเหตุการณ์จึงตรงเข้าไปช่วยเจ้าหญาอินทรีให้พ้นจากความตาย

"เจ้านกอินทรี เจ้าบาดเจ็บมากไหม หากเจ้าบินหนีไปได้ เจ้าจงไปเถอะนะ" ชาวนาพูดกับเจ้าอินทรี

สิ้นเสียงของชาวนา พญาอินทรีก็บินหนีหายไป

แต่ด้วยความแค้นของเจ้างูพิษ ที่ฝังใจว่า หากชาวนาไม่เข้ามายุ่ง ตนก็จะได้จับกินพญานกอินทรีแล้ว จึงจงใจคายพิษลงในแก้วน้ำของชาวนา

ขณะ ที่ชาวนากำลังจะยกแก้วน้ำที่งูพิษคายพิษไว้ขึ้นดื่มนั้น พญานกอินทรีตัวเดิมก็ได้บินถลาลงมาชนแก้วน้ำให้หล่นลงมา ชาวนาจึงรอดพ้นจากพิษร้ายจากงูตัวนั้น


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ทำคุณกับใครไว้ สักวันย่อมได้ผลแห่งการทำดีตอบแทนแน่นอน

ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา

หมาป่ากับลูกแกะ




เจ้า หมาป่าตัวหนึ่ง มันเดินผ่านหนองน้ำเล็กๆใกล้ที่อยู่อาศัยของมัน มันเหลือบไปเห็นเจ้าลูกแกะตัวหนึ่งกำลังกินน้ำอย่างมีความสุข ในขณะนั้นมันรู้สึกหิวพอดี จึงคิดวางแผนจับกินลูกแกะเป็นอาหาร แต่ว่ามันไม่อยากจะถูกตราหน้าว่าเป็นหมาป่าที่อันธพาล ดุร้าย จึงยังไม่ฆ่าลูกแกะตัวนั้นทันที

จากนั้น มันจึงเดินเข้าไปหาเจ้าลูกแกะที่กำลังกินน้ำอยู่ แล้วพูดว่า
"เจ้าเคยแอบด่าข้า ข้าบังเอิญไปได้ยินเข้า" 

ลูกแกะตอบกลับมาอย่างใสซื่อว่า 
"ข้าจะไปด่าได้อย่างไร ข้ายังไม่เคยพบท่านมาก่อนเลย"

เจ้าหมาป่าก็อ้างต่ออีกว่า 
"เจ้าน่ะ เคยแย่งน้ำในเขตที่ข้าอยู่กิน จริงๆนะ"

"ไม่จริงอีกนั่นแหละ เพราะนี่คือครั้งแรกที่ข้าได้ออกมากินน้ำโดยลำพัง และไม่ได้แย่งใครกินด้วย"
ลูกแกะตอบ

"ข้าไม่สนใจอะไรแล้ว" หมาป่าพูดอย่างโมโห 

พอสิ้นคำพูดของหมาป่า มันก็กระโจนเข้าใส่แกะ แล้วฉีกเนื้อกินโดยทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนพาลมักมีเหตุผลนานาประการ ที่จะทำชั่ว โดยไม่ให้ผู้อื่นกล่าวหาว่าตนเองชั่ว

ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา

กระต่ายกับผองเพื่อน




ใน ป่าแห่งหนึ่งมีสัตว์ป่าหลากหลายชนิดอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้เหล่านายพรานวางแผนล่าสัตว์เหล่านี้ไปทำเป็นอาหาร จึงได้นำฝูงหมาล่าเนื้อเข้าไปล่าสัตว์ ในป่าแห่งนี้

กระต่ายตัวหนึ่ง เป็นกระต่ายที่มีมิตรสหายในป่ามากมาย ทั้ง กระต่าย ม้า วัว มากมาย

"ปัง ปัง !" เสียงปืนของนายพรานดังสนั่นมาถึงหูของเจ้ากระต่าย

เจ้ากระต่ายตกใจมาก จึงพูดกับเพื่อนๆสัตว์ของมันว่า
"เร็วเข้า พวกเรารีบหนีกันเถอะ นายพรานกำลังเข้ามาไล่ล่าพวกเราแล้ว"  

"เจ้าม้าสหายรักเอ๋ย ให้เราขี่หลังเจ้าไปนะ จะได้หนีเร็วๆ"

"ทำไมข้าจะต้องช่วยเจ้าด้วยล่ะ ข้าไปก่อนล่ะ" เจ้าม้าพูดกับกระต่าย

คราวนี้เจ้ากระต่ายก็หันมาที่เจ้าวัว 
"งั้นเจ้าช่วยใช้เขาอันแข็งแรงของเจ้า ต่อสู้กับนักเล่าพวกนั้นหน่อยเถอะ"
เจ้ากระต่ายทำหน้าเศร้า วิงวอนเพื่อนของมัน

"ไม่ได้หรอก ถ้าข้าไปก็ตายเปล่าๆ ไปขอร้องผู้อื่นเถอะ" เจ้าวัวตอบ

สุดท้าย ก็ไม่มีใครช่วยเจ้ากระต่ายเลย

ในที่สุดมันจึงตัดสินใจ พึ่งกำลังขาของมันในการวิ่งหนีการไล่ล่าในครั้งนี้


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เมื่อมีภัยใดๆเกิดขึ้น ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา

กำเนิดทะเลทราย



โลก ทุกวันนี้ที่เราอาศัยอยู่กันนั้น เมื่อครั้งอดีตกาลนานมาแล้ว เชื่อกันว่ามีพระผู้เป็นเจ้าสร้างโลกใบนี้ไว้อย่างสวยงาม มีต้นไม้เขียวชอุ่ม สัตว์น้อยใหญ่อยู่อย่างสงบสุข ไม่มีดินแดนใดที่เป็นทะเลทรายที่แสนแห้งแล้งเลย

แต่แล้วพระเจ้าผู้สร้างโลก ก็จะได้สร้างคำสาปเพื่อหวังให้มนุษย์เคารพในกฏกติกา ว่า
"ทุกครั้งที่พวกเจ้าทำผิดศีลธรรม ทรายก็จะตกจากฟากฟ้าลงมาบนพื้นโลกหนึ่งเม็ด" 

เหล่ามนุษย์ทั้งหลาย ต่างพากันหัวเราะเยาะกับคำสาปนี้ว่า 
"เพียงทรายเม็ดเดียว จะเป็นอะไรนักหนาเล่า" 

เขาเหล่านั้นไม่เกรงกลัวต่อสิ่งที่เขาจะต้องเผชิญในอนาคต

เมื่อ นานวันผ่านไป โลกที่เคยแสนสวยงามของมนุษย์ทั้งหลาย เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเม็ดทรายที่หล่นจากฟากฟ้านั้น ก่อให้เกิดความแห้งแล้งของทะเลทราย เพราะความผิดของมนุษย์ที่กระทำได้ไม่เว้นวัน ทรายที่ตกลงมาจึงมีจำนวนมหาศาล กลายเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งในที่สุด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การกระทำผิดเล็กๆน้อยๆ เมื่อทำบ่อยครั้งก็จะก่อเกิดเป็นภัยอันใหญ่หลวงภายหลังได้


ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา

ชาวนากับเทพเจ้าแห่งโชคดี


นิทาน > นิทานอีสป > เรื่อง ชาวนากับเทพเจ้าแห่งโชคดี


ชาวนา คนหนึ่งทำนามาเนิ่นนาน แต่ก็ยังมีฐานะยากจนเหมือนเคย ในแต่ละวันเขาได้บูชาศาลเทพเจ้าแห่งหนึ่งเป็นประจำ เพื่อหวังว่า เทพเจ้าจะช่วยทำให้เขาร่ำรวยมากขึ้น

วันหนึ่งที่ชาวนากำลังดำนาอยู่
"ข้ารวยแล้ว ข้ากำลังจะรวยแล้ว" ชาวนาตะโกนออกมาสุดเสียง เมื่อเขาพบเจอหีบสมบัติโบราณที่ฝังอยู่อย่างบังเอิญ

"ขอบคุณท่านมาก ที่มอบสมบัติอันมหาศาลมาให้ข้า" ชาวนายกมือไหว้ พร้อมทั้งนำของมาบูชาศาลเทพเจ้าที่นับถือเหมือนเช่นเคย

"ทำไม !!! ทำไมกันนะ เจ้าถึงไม่ขอบคุณข้าล่ะ เพราะจริงๆแล้ว ข้าต่างหากที่เป็นคนมอบของนี้ให้กับเจ้า มิใช่ศาลเทพเจ้า ที่เจ้ากำลังขอบคุณอยู่" เทพเจ้าแห่งความโชคดีส่งเสียงพูดกับชาวนา


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนเราเมื่อศรัทธาหรือเชื่ออะไรแล้ว มักจะเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดความโชคดี ทั้งที่จริงแล้ว อาจจะเป็นสิ่งอื่นก็ได้
 

ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา

หมาป่ากับหนังแกะ




ณ ท้องทุ่งอันเขียวขจีแห่งหนึ่ง จะเต็มไปด้วยฝูงแกะที่เจ้าของพามากินหญ้าในช่วงเช้าของแต่ละวัน

เจ้าหมาป่าตัวหนึ่งอยากได้แกะมาเป็นอาหารจึงมาคอยดักซุ่มดูอยู่เป็นประจำ ว่าจะหาวิธีใดจับแกะเหล่านี้กินได้

"อืม ข้าจะทำยังไงดีนะ ถึงจะได้พวกแกะเหล่านี้เป็นอาหารอันโอชะ"  เจ้าหมาป่าบ่นกับตัวเอง

ใน ที่สุดมันก็คิดแผนการออกว่า มันจะต้องปลอมตัวเองเป็นแกะ แล้วปะปนเข้าไปในฝูงแกะ เพียงเท่านี้ก็ไม่มีใครสงสัยแล้ว ทันใดนั้นมันก็ไปขโมยหนังแกะของชาวบ้านละแวกนั้นมาคลุมตัว แล้วเข้าไปแฝงตัวในฝูงแกะได้อย่างแนบเนียน

เจ้าของแกะไม่รู้เลยมีเจ้าหมาป่าคอยแอบแฝง คิดจะกินแกะของเขาเป็นอาหาร

วัน หนึ่งเจ้าของแกะ ไม่มีอาหารกินเลย จึงตัดสินใจจับแกะในฟาร์มของเขามากินเป็นอาหาร แต่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะนำแกะตัวใดมาทำเป็นอาหาร เมื่อมองไปมองมา จึงตัดสินใจจับหมาป่าที่แฝงเป็นแกะมาฆ่ากินเป็นอาหาร เพราะเห็นว่าตัวใหญ่ อ้วนท้วน สมบูรณ์กว่าแกะตัวอื่นๆ


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนปองร้ายกับผู้อื่น ย่อมจะได้ผลร้ายกลับสนอง


ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา

ชายตาบอดกับสุนัขป่า



ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในชนบทแสนไกล มีชายคนหนึ่งตาบอดมาตั้งแต่กำเนิด แต่เขามีความสามารถพิเศษ เพียงแค่ใช้มือสัมผัสก็สามารถบอกได้ว่า สัตว์ที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นคือตัวอะไรได้ ราวกับว่าตาของเขายังปกติดีอยู่

วัน หนึ่งคนในหมู่บ้านคิดอยากจะทดสอบว่าชายตาบอดผู้นี้มีความสามารถพิเศษจริง หรือไม่ จึงได้เลือกสัตว์ที่จะวางอยู่ตรงหน้าเขา แล้วให้ทายว่าคือ สุนัขป่า หรือ สุนัขบ้าน

"นี่ พวกเราไปคัดสรรหาหมาป่ามาตัวหนึ่งสิ ขอแบบที่เหมือนหมาบ้านเลยนะ"  เสียงชาวบ้านคนหนึ่งได้เอ่ยปากกับชาวบ้านอีกหลายคน

"เอ้า ได้มาแล้ว หน้าตาเหมือนหมาบ้านเปี๊ยบเลย ขนาดคนตาดีๆอย่างข้า ยังแยกแทบไม่ออก" ชายคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมอุ้มมันไปยังลานประชุมเพื่อทดสอบชายตาบอด

ทุกคนต่างลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่อว่า ชายตาบอดคนนี้จะตอบถูกหรือไม่

"แน่นอนว่า ข้าเป็นคนหนึ่งที่จะไม่มีทางให้สุนัขตัวนี้เข้าใกล้ฝูงแกะเด็ดขาด"


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนที่มีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป ก็จะมีสิ่งหนึ่งมาเติมเต็ม หรือ พรสวรรค์พิเศษชดเชยมา


ดัดแปลงเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก หนังสือ 50 นิทานอีสป ประเทืองปัญญา ของ ปราง อุษา